เลือกตั้ง'69: เพื่อไทยแจงนโยบาย "สร้างเศรษฐีเงินล้าน" ไม่ใช่แจกเงิน แต่จูงใจคนเข้าระบบภาษี-หาเงินเข้ารัฐ

ข่าวการเมือง Monday January 26, 2026 15:51 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทยและเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง

โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในทางบวก มากกว่าใช้การบังคับโดยการลงโทษเพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบนโยบายนี้ จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ความหวังกับการเป็นเศรษฐีเงินล้านเป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ ด้วยความสมัครใจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่แข็งแรงเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ

นายจุลพันธ์ อธิบายว่า นโยบายนี้คือการเปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน ทำฐานข้อมูลที่เรียกว่า Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และระบบฐานข้อมูลของรัฐ

สำหรับวิธีการ คือ สุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่มหลัก คือ 1. สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ E-Receipt จำนวน 5 รางวัล เพียงแค่ประชาชนขอใบเสร็จจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ 2. สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน , กลุ่มอาสาสมัคร , กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และ กลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีทุกคน

จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิลและไต้หวัน สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง 20% หากนโยบายนี้ช่วยให้การจัดเก็บได้รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ส่วนการสร้างฐานข้อมูลหรือ Big Data หัวใจสำคัญ คือ การนำคนเข้าระบบเพื่อสร้างฐานข้อมูล แนะนำข้อมูลไปต่อยอดนโยบายอื่นให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ข้อมูลรายได้ในสายอาชีพต่าง ๆ จะช่วยให้รัฐ จะช่วยส่งเสริมโครงการคนไทยไร้จนทำให้รัฐเติมเงินให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 3,000 บาทต่อเดือนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น การสร้างรัฐบาลดิจิทัลเพื่อแก้คอรัปชั่นจำเป็นต้องมีข้อมูล

"ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำเป็น การดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศ และเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง" นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทยเราตกขบวนไปหลายเรื่องแล้ว ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง การจัดการน้ำทั้งระบบ ครั้งนี้เราทำการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ซึ่งเป็นการลงทุนที่น้อยมากอย่าให้เราต้องตกกระบวนอีกครั้ง

ส่วนนโยบายนี้จะเป็นการสร้างหนี้ให้กับประชาชนใช่หรือไม่ เพราะเป็นการไปซื้อสินค้า เพื่อมีสิทธิ์ชิงรางวัลจากใบเสร็จ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเลขที่เราบอกคือการที่ทำในเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน เพื่อที่รัฐจะสามารถเก็บรายได้จาก Vat เพิ่มขึ้นได้ และในส่วนของการบริโภคนโยบายนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพราะคนก็ยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติ เพราะการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายที่กระตุ้นเติมไปภายหลัง

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายแจกเงินล้านอาจจะคล้ายคลึงกับนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคประชาชนว่า ถ้าดูและเปรียบเทียบกันดี ๆ คนละเรื่องกัน เพราะเรากำลังลงทุนที่จะสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุด และวิธีคิดของพรรคเพื่อไทยคือการที่เข้าใจภาพรวมทั้งหมดเชื่อมโยงกัน หากดูง่าย ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีความหมายต่อเทคโนโลยีเพราะการสร้างสิ่งเหล่านี้ทุกอันเชื่อมโยงกัน มองว่าทุกพรรคมองแต่เรื่องการใช้ตังค์ แต่พรรคเราพูดแต่วิธีการหาเงินและเป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน

นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระบบทั้งหมดที่เชื่อมโยงกัน คนอาจจะมองข้ามไปว่าคนไทยไร้จนเป็นศักดิ์ศรีที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่าเราสามารถแก้ปัญหาสวัสดิการได้ทุกกลุ่มทุกเป้า และจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่า คนไทยจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ จนจริงหรือไม่ โดยมองว่าเป็นคนละเรื่องกับเรื่องที่บางพรรคพูดถึงเรื่องของการแก้ปัญหาเพิ่มรายได้ให้ SME ซึ่งเรื่องกระบวนการก็ไม่ยุ่งยาก เข้าใจง่าย เลยมองว่าไม่ได้เป็นการหาเงินแต่เป็นการเชื่อมโยงระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดครบทั้งกระบวนการ

ส่วนทำไมต้องจ่ายแยกเฉพาะกลุ่ม ทำไมไม่เป็นระบบถ้วนหน้าและเป็นสุ่มเอา นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ระบบถ้วนหน้าคือคนที่มีสิทธิ์ซื้อของระบบถ้วนหน้าทุกคนวันละ 5 สิทธิ์ หากใส่ใบเสร็จหนึ่งใบก็จะมีโอกาสถูกจับได้ถึงห้าครั้ง ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะจูงใจให้คนเข้าระบบ และแก้ปัญหาเงินที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ในปัจจุบันจีดีพีที่บันทึกไว้ประมาณ 18-19 ล้านล้าน โดยมองว่า 9 ล้านล้าน คือ ครึ่งหนึ่ง หากเอาครึ่งหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะและอยู่ในระบบได้ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ซึ่งเราใช้วิธีคิดที่ใช้วัฒนธรรมของคนไทยที่รู้สึกอยากมีความหวังมาใช้ประกอบกัน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ