นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนประกาศบนเวทีปราศรัยใหญ่ที่สามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ว่า หากต้องการชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอย จำเป็นต้องมีจำนวนที่นั่งมากกว่าอันดับสอง 30-40 ที่นั่งนั้น พรรคเพื่อไทยก็มีความคาดหวังในลักษณะเดียวกัน โดยการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องมีจำนวน สส. ห่างจากพรรคอันดับสองมากพอสมควร ซึ่งทุกพรรคการเมืองที่มุ่งหวังเป็นแกนนำรัฐบาลย่อมมีเป้าหมายเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การตัดสินใจสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับประชาชน
นายจุลพันธ์ กล่าวถึงกรณีการกลับมาลงพื้นที่หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า เป็นเรื่องปกติของการเมืองในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง ที่ทุกพรรคจำเป็นต้องเร่งลงพื้นที่พบประชาชน
พร้อมระบุว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่มาโดยตลอด โดยผู้สมัครของพรรคเดินพบประชาชนทุกหมู่บ้านทุกพื้นที่ ควบคู่กับการจัดเวทีปราศรัย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับฟังแนวคิด อุดมการณ์ และนโยบายของพรรคอย่างใกล้ชิด ซึ่งการที่พรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มจัดเวทีปราศรัยมากขึ้น ถือเป็นพัฒนาการที่ดีต่อกระบวนการประชาธิปไตย เพราะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและเปรียบเทียบนโยบายของแต่ละพรรคได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าพรรคใดจะลงพื้นที่หรือกลับมาพบประชาชน ล้วนเป็นผลดีต่อการเลือกตั้ง
ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดการเลือกตั้งจะมีการแข่งขันเรื่องนโยบาย ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า เมื่อมีการแข่งขันก็จะยิ่งดี เพราะต่างคนต่างเสนอ แล้วมาดูว่า ของใครดีกว่า เป็นโอกาสสำคัญของประชาชนที่จะเลือกอนาคต เราเชื่อมั่นในแนวทางนี้ตั้งแต่ตั้งพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนถึงพรรคเพื่อไทย