ในการสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย หัวข้อ "การเมืองไทยกับความหวังประเทศ" นายวีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการเมือง เศรษฐกิจไทย
นายวีรยุทธ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยยังวนลูปเดิมเหมือนปี 2530 ทั้งคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจผูกขาด งานคุณภาพหายาก ราชการใหญ่ ห่างไกลประชาชน คุณภาพชีวิต ความยุติธรรมถดถอย รวมไปถึงมีปัญหาทุนเทาเพิ่มเข้ามาด้วย จึงทำให้พรรคประชาชนเห็นว่า ต้องมีแก้ปัญหา 12 ภารกิจไปพร้อม ๆ กัน
สำหรับเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่ควรจัดการในอนาคต เพื่อทำให้ไทยยังมีความหวังนั้น นายวีรยุทธ กล่าวว่า ในด้านเศรษฐกิจ การตีโจทย์เศรษฐกิจให้ออกยังมีความสำคัญอยู่ และมองว่า เศรษฐกิจยังมีรูรั่วเยอะ ที่ผ่านมา 3-4 ปี เราพยายามใส่น้ำโดยไม่อุดรูรั่ว เช่น เงินที่ไหลออกไปกับอีคอมเมิร์ทแฟลตฟอร์ม จากต่างประเทศ
"เรามองว่า 100 วันแรก ถ้าไม่เริ่มจากการอุดรูรั่ว เริ่มจากการใส่น้ำเข้าไป มันจะไหลออกไปเหมือนที่เราเจอ มันเป็นบทเรียนหนึ่งของการแจกเงินหมื่น ตัวเลขก็ออกมาแล้วว่า ทำแล้วไม่เกิดผล ดังนั้นถ้าถามในเชิงเร่งด่วน 100 วัน เรามองว่า ต้องอุดรูรั่วก่อน เพิ่มการตรวจจับ ขออุดรูรั่วเศรษฐกิจแล้วเงินจะหมุนมากขึ้น"นายวีรยุทธ กล่าวนายวีรยุทธ กล่าวถึง 3 สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อให้อยู่รอดในอนาคตว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์ของพรรคด้านต่างประเทศ คือ มุ่งไปสู่ 1.โปรไทยแลนด์ เพื่อต่อรองกับแต่ละชาติ ในเชิงประเด็นได้ ซึ่งแต่ละประเทศมีจุดร่วมกันได้ แต่ถ้าจุดไหนกระทบผลประโยชน์ของประเทศต้องกล้าเข้าไปพูดคุย ซึ่งต้องกล้าทำทั้งจีนและสหรัฐฯ
2.ยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมีชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สำคัญที่โลกขาดไม่ได้ พรรคจึงเสนอว่า จากการที่ต้องผลิตรถอีวีทั้งคันในประเทศ ขอเลือกเก่งในซัพพลายเชนสักอย่าง แล้วโลกต้องง้อเรา และใช้เป็นตัวต่อรองในเวทีโลกในอนาคต
3.เราควรมีส่วนร่วมกับพันธมิตร เอเชียตะวันออก ทั้งจากจีน ญีปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ในเชิงเทคโนโลยีให้มากขึ้น หาจุดที่ลงทุนในเทคโนโลยีร่วมกันและแบ่งปันสิทธิบัตรในอนาคต
ขณะที่นางการดี กล่าวว่า หากสามารถสร้างโครงสร้างที่ดี แข็งแรง ประเทศไทยก็มีโอกาสกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองถือเป็นกระบวนเรียนรู้ของทุกคน แต่วันนี้เราจะเอาสิ่งที่เคยเรียนรู้มาแล้ว มาแก้ไขปัญหาเดิมได้อย่างไร ที่สำคัญตั้งเป้าปักโอกาสให้กับอนาคตประเทศได้อย่างไร ตรงนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่อยากมาทำงานตอนนี้
นางการดี กล่าวถึงการเมืองไทยกับความหวังของประเทศว่า การออกแบบนโยบายต้องทำให้รัฐเป็นผู้ชี้ทางว่าโอกาสข้างหน้าดีอย่างไร รัฐต้องเปิดทาง คือ รัฐไม่ควรทำธุรกิจมาแข่งกับเอกชน แต่ควรเปิดโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเปิดข้อมูล เพื่อให้ประชาชนและเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือไปต่อยอดในด้านนวัตกรรม และรัฐต้องไม่ขวางทาง
โดยมี 4 ความฝันที่ต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลง คือ 1.การเมืองต้องสุจริต ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่เกิดขึ้น 2.เศรษฐกิจต้องดี ต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ สร้างทุนมนุษย์ให้พร้อม 3.ต้องมีความยุติธรรม ทำให้คนตัวเล็ก สตาร์ทอัพ คนตัวเล็กมีโอกาสด้วย 4.ทำให้ไทยกลับไปบนเวทีโลกให้ได้
ส่วนเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่ควรจัดการในอนาคตนั้น นางการดี กล่าวว่า ต้องดำเนินการปฏิรูประบบราชการ จัดการสินทรัพย์ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ปฏิรูปภาคการเกษตร ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวและดิจิทัล สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยร่วมมือกับเอกชน เร่งรัดการเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการเมืองสุจริต สกัดทุนเทา