นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน กล่าวในการสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย หัวข้อ "สวัสดิการสร้างไทยเท่าเทียม" ว่า กองทุนประกันสังคม เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของกระทรวงแรงงาน จนกระทั้งในปี 2566 มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมทางตรงได้ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ นายษัษฐรัมย์ ระบุว่า กองทุนประกันสังคมมีเงินเข้าประมาณปีละ 2 แสนล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นจากผู้ประกันตนประมาณ 8 หมื่นล้านบาท นายจ้างประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และจากรัฐอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และเจตจำนงค์เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์สวัสดิการกว่า 15 ล้านคน และมีพอร์ตการลงทุน 2.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นกองทุนด้านสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
นายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ตลอดเวลา 30 ปีอยู่ภายใต้การบริหารของระบบราชการ 100 % ที่มาคณะกรรมการมาจากทางอ้อม และการรัฐประหารปี 2567 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 56-67 เกือบ 10 ปีที่มาจากการแต่งตั้ง และตลอดเวลา 2 ปีที่ตนทำงาน ได้เพิ่มสวัสดิการให้เด็กแรกเกิดจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท ใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท และสามารถขยายสิทธิประโยชน์การว่างงาน จาก 7,500 บาท เป็น 10,000 บาทต่อคนได้
"เราพยายามใช้กลไกต่างๆที่ทำให้ประกันสังคมถูกฉายแสง ถูกตรวจสอบ อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น ถ้ามีกลุ่มหนึ่งเข้าไปในระบบที่ทุกคนพอใจ และอิ่มตัวอยู่แล้ว ระบบนิเวศของเงิน 2.8 ล้านล้านบาท ระบบนิเวศของคนที่เวียนว่ายกันอยู่ในนั้น พวกผมคือ ไวรัส คือ ศัตรู คือ ปีศาจร้าย"นายษัษฐรัมย์ กล่าวนายษัษฐรัมย์ กล่าวว่า พวกเขาใช้กลไกต่างๆ ในการกีดขวางให้ผลประโยชน์ของผู้ประกันสังคมได้รับการผลักดัน และบำนาญที่ปัจจุบันมีคนรับอยู่ 8 แสนคน วิธีการคำนวณใช้ 5 ปีสุดท้ายนำมาคำนวณ ทำให้มีผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญน้อยกว่าที่ควรได้รับ แต่วิธีการใหม่ คำนวณจากเงินที่สมทบจริง ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งสูตร Care รัฐมนตรีแรงงานสามารถนำเข้าสู่ประชุมครม.ได้ และจะทำให้คน 5.7 แสนคนได้รับบำนาญเพิ่มขึ้น และหากผ่านเรื่องนี้ คนจะจดจำว่า นายกรัฐมนตรีคนไหนอนุมัติ ไม่ใช่มาจดจำบอร์ดประกันสังคม
นายษัษฐรัมย์ ย้ำว่า ความพยายามในการเปลี่ยนระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพียงการป้องกันไม่ให้ตนเข้าไปเป็นบอร์ดบริหารอีก 2 ปี ถือเป็นความพยายามในการกีดกันการปฏิรูปครั้งใหญ่ของกองทุนสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุด
อย่างไรก็ตาม นายษัษฐรัมย์ หวังว่า การเลือกตั้ง 8 ก.พ.จะเป็นการเลือกตั้งที่มีความหมายและสำคัญที่สุดว่า การปฏิรูปสวัสดิการครั้งใหญ่ของประเทศจะเกิดขึ้นได้หรือไม่