น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงข้อผิดพลาดในการเลือกตั้งล่วงหน้าของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวานนี้ (1 ก.พ.) ว่า จุดบกพร่องที่พบ คือไม่ได้ติดป้ายผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน บนบอร์ดรายชื่อ ซึ่งที่ปรากฎพบแล้วมีจังหวัดชลบุรี, เชียงราย, นครปฐม, พระนครศรีอยุธยา, นนทบุรี, ปทุมธานี, กทม. และล่าสุด ยังมีจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งเมื่อได้สอบถามว่าทำไมถึงไม่มีข้อมูลรายชื่อของผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน เจ้าหน้าที่ กกต.กลับให้ข้อมูลว่า "ถูกตัดสิทธิ์" ไปแล้ว
น.ส.รักชนก เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นความตั้งใจ อย่าบอกว่าเป็นความผิดพลาด เพราะท่านรู้อยู่แก่ใจว่า สส.เขตไหน หรือผู้สมัคร สส.เขตไหนเป็นอย่างไร ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับพรรคประชาชน และยังมีกรณีที่เกิดขึ้นใน กทม. ที่สแกนคิวอาร์โคดแล้วเจอเป็นข้อมูลเดิมเมื่อการเลือกตั้งปี 66 ซึ่งคิดว่าเกิดจากความสะเพร่า ไม่ได้เช็กความถูกต้องเรียบร้อยให้ดีก่อน แต่กรณีเหล่านี้ยังพอเข้าใจได้ แต่สิ่งที่รู้สึกว่า กกต.ปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร คือ การเขียนรหัสหน้าบัตรใส่ซองผิด ซึ่งต้องมีการอบรมกันก่อน เจ้าหน้าที่ กกต.บางคนบอกว่า คิดว่าเขียนของเขตที่ไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรที่จะพูดออกมาจากปาก กกต.ได้
"หน้าที่ของคุณมีอยู่อย่างเดียว คือ การจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เป็นธรรม และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน แต่พอถึงช่วงเลือกตั้งทีไร มีปัญหาทุกที ทั้งที่งบประมาณที่จัดการเลือกตั้งไม่ใช่น้อย ๆ ท่านก็มีการอบรมของท่านมาก่อน ดังนั้น คิดว่าหลาย ๆ อย่างมองว่าเป็นความผิดพลาดได้ แต่หลายอย่าง มันเกิดจากความตั้งใจ" น.ส.รักชนก กล่าวนอกจากนี้ ยังมีอีก 2 กรณีที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร คือ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง จะมีการเก็บโทรศัพท์มือถือ ประชุม และพยายามที่จะล้างสมองปลุกใจว่าอย่าไปเลือกพรรคที่ด้อยค่าทหาร
"พูดง่ายๆ อย่าเลือกพรรคประชาชน และอย่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่ากับการแก้ไข มาตรา 112 ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือน อย่างทุเรศมาก ๆ และในค่ายทหารที่มีการเลือกตั้งกันแบบนอกเขต นอกจาก กกต. แล้ว จะมีทหารชั้นผู้ใหญ่ และทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งมีกันอยู่แค่นี้ ไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไปสังเกตการณ์ได้ ดิฉันได้รับรายงานมาว่า มีถึงขนาดทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าไปดูแล้ว ว่ากาอะไร" น.ส.รักชนก กล่าวส่วนกรณีที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมาขอโทษและยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่นั้น น.ส.รักชนก มองว่า การขอโทษเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก และประชาชนต้องการเห็นคนถูกลงโทษ
"คุณไม่ควรขอโทษ คุณควรจะลาออก ถ้าจัดการเลือกตั้งมาแล้ว 3 ครั้ง ไม่สามารถที่จะทำให้เป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คุณจะทำอย่างไรกับคะแนนของประชาชนที่เขาบากบั่นไปกา เจตจำนงของเขา เขาใส่มาให้พรรคการเมือง เขาใส่มาให้แล้ว แต่มันไม่ถูกนับ เพราะความผิดพลาดของ กกต. ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะดูอย่างการเลือกตั้งปี 66 กทม. เขต 33 ขาดไป 4 คะแนน ถ้าเป็นคะแนนที่ประชาชนเขาใส่มาให้แล้ว เจตจำนงเขาบอกมาแล้วว่าจะเลือกใคร แต่คุณไม่นับ เพราะความผิดพลาดของ กกต. ดิฉันจะบอกว่ามันเรื่องใหญ่มาก อย่าบอกว่าแค่ไม่กี่คะแนน" น.ส.รักชนก กล่าวพร้อมระบุว่า ขณะนี้ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ได้ทยอยเดินทางไปเข้าแจ้งความแล้ว
"คุณไม่ต้องทำอย่างอื่น แค่ทำเลือกตั้งให้มันดี ยังไม่มีปัญญาทำได้ แล้วเราก็ไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะไปจัดการ กกต. ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับฉบับนี้ไม่ได้เปิดช่องอะไรเอาไว้ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงต้องไปกา "เห็นชอบ" เพื่อริเริ่มกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต่อให้ประชาชนโกรธ กกต.ทั้งประเทศขนาดไหน เราก็ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะกฎหมายไม่ได้มีช่องเปิดเอาไว้สำหรับการถอดถอน กกต.เลย" น.ส.รักชนก กล่าว