กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ชัยมงคล และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่ม คปท. พร้อมด้วยสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) รวมตัวกันมายื่นข้อเรียกร้อง "วาระประชาชน" ต่อนโยบายรัฐบาล ประกอบด้วย ยกเลิก MOU 43-44 ทันที, ผลักดันลดค่าครองชีพ, เร่งปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจของประเทศ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ปัญหาจากภาวะวิกฤตพลังงาน
นายพิชิต กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลได้แถลงนโยบาย ภาคประชาชน คปท. ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นทิศทางในการบริหารประเทศ ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่มีการเรียกร้องกันมาก่อนหน้านี้ ซึ่งจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายของพี่น้องแรงงานก็เพิ่มขึ้นตาม ดังนั้น ควรปรับค่าแรงให้สูงขึ้นตามไปด้วย
รวมถึงเรื่อง MOU 43-44 ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนเฉพาะ MOU 44 ที่รัฐบาลบอกว่าจะยกเลิก แต่ที่สำคัญคือ MOU 43 ซึ่งเกิดก่อนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา วันนี้กองทัพไทยสถาปนาพื้นที่คืนประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก หากรัฐบาลยังยึดกรอบ MOU 43 เท่ากับยึดกรอบที่เดิม เพราะมีกรอบในการยึดพื้นที่ 1:200,000 แต่กองทัพไทยที่ทำการสถาปนาพื้นที่ออกไป เขาใช้พื้นที่ 1:50,000 ดังนั้นไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU 43-44 โดยทันที ตามที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้
นายพิชิต กล่าวอีกว่า ยังมีข้อห่วงใยต่าง ๆ หลังจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะพ้นโทษในวันที่ 11 พ.ค.นี้ ซึ่งอาจจะมีอิทธิพลทำให้พรรคเพื่อไทยต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ ในการเจรจาเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายทักษิณ เคยประกาศไว้ชัดเจนว่าจะพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาประเทศไทยโดยไม่ติดคุก ซึ่งเงื่อนไขเดียวเท่านั้นที่จะพากลับมาโดยไม่ติดคุก คือ การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย และนิรโทษให้กับคดีทุจริตคอร์รัปชันด้วย
"ดังนั้น จึงเป็นเรื่องเดิมที่ คปท. และองค์กรต่าง ๆ ต้องออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งวันนี้รัฐบาล ยืนยันว่า หากเดินหน้าสถานบันเทิงครบวงจร จะไม่รวมกาสิโนเข้าไปด้วย ซึ่งก็ตรงกับข้อเรียกร้องของเรามาโดยตลอด จึงมายื่นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่า หากในอนาคต บริหารราชการแผ่นดินตามฐานความห่วงใยนี้ ไม่ปฏิบัตินโยบายสายล่อฟ้า จะทำให้บริหารได้ครบ 4 ปีเต็ม" นายพิชิต กล่าวส่วนกรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น นายพิชิต เห็นว่า รัฐบาลควรต้องชี้แจง เพราะสังคมตั้งข้อสงสัยมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีแนวคิดจะเก็บภาษีสูงขึ้น ในขณะที่พบว่าคนส่วนใหญ่ที่มักเลี่ยงภาษี คือ นักการเมือง ซึ่งไม่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นรัฐบาลไม่ควรจะผลักภาระนี้ให้กับประชาชนด้วยการกู้เงิน หรือเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น
"อยู่ดี ๆ รัฐบาลก็มาแถลงเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน ก่อนหน้านี้ จะมีการเรียกเก็บภาษีที่สูงขึ้น แต่คนที่เลี่ยงภาษีมาโดยตลอด ส่วนใหญ่ คือ นักการเมือง ได้มีการบังคับใช้เก็บภาษีแล้วหรือไม่ หรือแม้แต่เงินที่ต้องยึดคืนจากนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ใช่มาผลักภาระให้กับประชาชนด้วยการกู้เงินเพิ่มมากขึ้น หรือเก็บภาษีมากขึ้น เหมือนการผลักภาระให้ประชาชนรับผิดชอบฝ่ายเดียว" นายพิชิต กล่าวดังนั้น เวทีของสภาก็มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ประชาชนได้รับทราบ และบางครั้งคนในคณะรัฐมนตรีก็พูดไม่ตรงกัน ข้อมูลในส่วนนี้ยังมีความสับสน อยากให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีออกมาอธิบายถึงความจำเป็นในการเร่งมาตรการแบบนี้ ซึ่งโดยส่วนตัว ไม่เห็นด้วยกับการผลักภาระให้กับพี่น้องประชาชนฝ่ายเดียว
ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนมารับยื่นหนังสือ โดยกล่าวขอบคุณที่นำเสนอข้อมูลและข้อห่วงใยแก่รัฐบาล ตลอดจนข้อเรียกร้องที่สะท้อนผ่านช่องทางต่าง ๆ โดยขอยืนยันว่า รัฐบาลรับทราบ และบางประเด็นกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ ส่วนเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนนั้น จะยืนหยัดไปด้วยกัน โดยสิ่งที่วันนี้มีความชัดเจนมาก คือ เรื่องสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) หากจะมีการดำเนินการ ก็จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่จะไม่มีเรื่องกาสิโนอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องอื่นนั้น โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า เข้าใจดีว่าเป็นความกังวล ซึ่งอาจจะมีการพบปะหารือกันอีก และขอให้สบายใจว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการทุกอย่างจะต้องเป็นประโยชน์ แต่หากไม่สามารถทำได้ทันที ก็ต้องมีคำอธิบาย เพราะเป็นรัฐบาลของประชาชน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องทำงานร่วมกับประชาชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่เป็นกำลังสำคัญในการสะท้อนเสียงของคนไทยมาโดยตลอด