นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ รมว.พลังงาน เตรียมประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันพรุ่งนี้ (23 เม.ย.) เพื่อพิจารณาเรื่องการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันลงอีกลิตรละ 2 บาท ว่า การที่ รมว.พลังงาน บอกว่าจะพยายามขอลดค่าการกลั่นลง 2 บาท ตอนนั้นค่าการกลั่นอาจจะอยู่แค่ 7-8 บาท แต่วันนี้ขึ้นมาเป็น 14-15 บาท เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ต้องลงมาได้อีก และอยากให้เร่งทำ แม้จะเห็นว่าควรทำระบบเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ หรือ ภาษีลาภลอย ก็ตาม
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัจจุบันราคาดีเซลอยู่ลิตรละประมาณ 41-42 บาท หากลดภาษีสรรพสามิตไป 6 บาท เก็บค่าการกลั่นอีก 5 บาท ราคาก็จะกลับลงไปอยู่ลิตรละ 30 บาท เพราะหากปล่อยให้ราคาดีเซลสูงราคาสินค้าและค่าขนส่งก็จะปรับขึ้นไป แต่เมื่อราคาน้ำมันลงมา รัฐบาลก็ต้องไปดูแลว่าเขาจะขยับลงมาตามหรือไม่
พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งบริหารจัดการต้นทุนราคาพลังงาน ก่อนที่จะตัดสินใจขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าขณะนี้กำลังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลว่าความตั้งใจในการใช้จ่ายเงินจะเป็นเรื่องอะไร แต่แนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอมาตลอด คือ อยากให้รัฐบาลบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้มากที่สุดก่อน เพราะยังมีตัวเล่น ทั้งภาษีสรรพสามิต และค่าการกลั่น ซึ่งสามารถลดลงได้อีกมากพอสมควร
"ยิ่งรัฐบาลช่วยตรงนี้ได้มากเท่าไร ความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินมาดูแลปลายทางก็จะน้อยลง ผมคิดว่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย เพราะในที่สุด ถ้าใช้การกู้เงินมาแล้วพยายามมาช่วยเหลือ ก็จะต้องเกิดประเด็นต้องพิจารณาอีกว่าช่วยกลุ่มไหน อย่างไร" นายอภิสิทธิ์ กล่าวพร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลสามารถเจรจาให้ลดค่าการกลั่นลงมาได้สัก 5 บาท จะเป็นการช่วยทุกคน ไม่ใช่แค่คนใช้น้ำมันโดยตรง แต่ช่วยประชาชนทุกคนจากต้นทุนการขนส่ง และด้านต่าง ๆ ที่ลดลงด้วย
"การไม่พยายามทำตรงนี้ แล้วหวังจะไปช่วยปลายทาง ผมดูว่าแม้กระทั่งสมมติยอมตัดเรื่องภาษีสรรพสามิต มันก็จะกลายเป็นเหมือนเสียน้อยเสียยาก คือ นึกว่าจะเก็บเงินตรงนี้ไว้ แต่สุดท้ายต้องไปจ่ายเงินในการช่วยเหลือคนในวงกว้างมากกว่ามาก" นายอภิสิทธิ์ กล่าวและยอมรับว่า จากพื้นที่ทางการคลังขณะนี้ การขยายเพดานหนี้สาธารณะ อาจเป็นเรื่องจำเป็น แต่รัฐบาลต้องมีแผนที่ชัดเจนพอสมควรว่าจะไม่ให้มันลุกลามบานปลาย และจะมีแนวทางอย่างไรในการดึงรายได้กลับเข้ามา