หลังจากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดี 44 สส. ของพรรคก้าวไกล กระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมกันเสนอ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้พิจารณาวินิจฉัย แต่ยังคงให้ 10 สส.ของพรรคก้าวไกล ที่ปัจจุบันเป็น สส.ของพรรคประชาชน ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ห้ามกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็นต่อการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นอกจากนั้น นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกเรา คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม
ทั้งนี้ เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน
ดังนั้น พวกเราจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
"วันนี้ศาลไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่อยากให้ทุกคนตระหนักเห็นว่ากระบวนการนิติสงครามไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ สิ่งที่พวกเราโดนคดีมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในประเด็นนี้ในวันนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเนื้อหากฎหมายที่เสนอแก้ไข เรื่องการใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติแต่อย่างใด...พวกเรายืนยันว่าพวกเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนในการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองของประเทศให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนสูงสุด พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่เรามีในฐานะสส. ในสภาในการขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป ย้ำว่า ไม่มีการเพิ่มหรือลดเพดาน" นายณัฐพงษ์ กล่าวส่วนในการปรับโครงสร้างพรรคจะยังคงเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนเหมือนเดิมหรือไม่ หลังจากที่ศาลฎีกายังให้ 10 สส. ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอให้รอที่ประชุมใหญ่ในวันอาทิตย์นี้ก่อน (26 เม.ย.) ในการเลือกกรรมการบริหารพรรค หรือผู้บริหารชุดใหม่
- คาดใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี
นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ในกระบวนการนิติวิธีหลังจากนี้ คงจะต้องต่อสู้ไปอีกนานพอสมควร เพราะสำนวนคดีนี้เกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรม เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งในสำนวนนี้มีผู้คัดค้านถึง 44 คน แต่ละคนมีพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่เราต้องการที่ต้องการขอหมายจากศาลฯ เพื่อเชิญพยานบุคคลและหลักฐานภายนอกเข้ามา เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี โดยคาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาได้คัดค้านและโต้แย้งมาโดยตลอดว่าการไต่สวนของป.ป.ช.เป็นไปโดยมิชอบ และเราไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงในกระบวนการของ ป.ป.ช. เลย
อย่างไรก็ตาม คำร้องคัดค้านของตัวเองที่ยื่นต่อศาลฯ ขอให้ศาลวินิจฉัยถึงกระบวนการอันมิชอบของ ป.ป.ช. ก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ยกคำร้องของตัวเองไป ซึ่งอาจจะมีคำสั่งไปในคราวเดียวกันกับคำพิพากษาก็ได้ ซึ่งในโอกาสนี้ ศาลฯ ได้เปิดโอกาสให้ ป.ป.ช. โต้แย้งคำพิพาทของตัวเอง ภายใน 15 วัน เหตุผลที่บอกว่าพยานหลักฐานที่ตนเองขอไปทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับคดี ป.ป.ช ก็ต้องตอบให้ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร
นพ.วาโย กล่าวว่า วันนี้พวกเราสส. 10 คน มีคำสั่งจากศาลฯ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปแบบมีเงื่อนไข ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงื่อนไขค่อนข้างกว้าง ต้องตีความและผูกอยู่กับคำร้อง ซึ่งหลังจากนี้ สส. แต่ละคนคงจะได้รับคำร้องและเตรียมข้อมูล ดูเนื้อหาตามคำร้องอย่างละเอียด เพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเหมาะสม
ส่วนกรณีหาก ป.ป.ช. ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาล น.พ.วาโย กล่าวว่าสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพราะเป็นคู่ความในคดีในฐานะผู้ร้อง ส่วนกรณีนายสนธิญา สวัสดี ไปยื่นร้องคัดค้านคำสั่งศาล แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. แต่คู่ความในคดีนี้ คือ ป.ป.ช. กับ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล ดังนั้น คาดว่า ศาลฯ จะไม่รับคำร้อง เพราะไม่ใช่คู่ความ