น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลัง นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้
1. ด้านกลาโหม ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ไทยและสิงคโปร์ มีรากฐานความสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน โดยสะท้อนผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ การฝึกร่วมประจำปี อาทิ การฝึก Cobra Gold โดยนายกรัฐมนตรี ยืนยันความต่อเนื่องของการฝึกร่วม และการสนับสนุนพื้นที่ฝึกแก่กองทัพสิงคโปร์
โดยทางสิงคโปร์แสดงความขอบคุณไทย ที่สนับสนุนให้กองทัพสิงคโปร์สามารถเข้ามาฝึกในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของสิงคโปร์ พร้อมเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพที่จะเดินหน้าความร่วมมือในโครงการ และภารกิจใหม่ ๆ ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายสามารถพลิกวิกฤตหรือความท้าทายต่าง ๆ เป็นโอกาสในการเสริมสร้างความไว้วางใจและกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
2. ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการพลังงานภายในประเทศ พร้อมทั้งเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกัน ทั้งในด้านการบริหารจัดการเชื้อเพลิง การค้าพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดการสูญเสียพลังงาน พร้อมวางแนวทางใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค
3. อุตสาหกรรมการบิน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการบิน และการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair, and Overhaul: MRO) โดยสิงคโปร์มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและมาตรฐาน ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านพื้นที่ที่มีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ และกำลังคน ซึ่งสามารถเกื้อหนุนกันในการพัฒนาเป็นศูนย์กลาง MRO ของภูมิภาค รวมถึงต่อยอดไปสู่การซ่อมบำรุงเรือและยุทโธปกรณ์ทางทหาร
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงโอกาสในการร่วมลงทุน และพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน และความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น
4. ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารระหว่างกัน โดยไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความสมดุลกับประเทศที่มีทรัพยากรพลังงาน แต่ขาดแคลนอาหาร ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและความมั่นคงในระดับภูมิภาคได้ในระยะยาว
5. โครงการ Land Bridge ฝ่ายสิงคโปร์ให้ความสนใจโครงการ Land Bridge ของไทย โดยเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยง และเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมให้การสนับสนุนสิงคโปร์ และเน้นย้ำว่า โครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่ และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ส่วนทางสิงคโปร์จะมาช่วยสนับสนุนนักลงทุน หรือมาช่วยเรื่องใดนั้น น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่คุยลงลึกในรายละเอียด แต่เขารับทราบความน่าสนใจของโครงการนี้ และเห็นโอกาสว่าถ้าทำได้จริง โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย และภูมิภาค
สำหรับความพร้อมของสิงคโปร์ ที่จะร่วมผลักดันโครงการนี้กับไทยนั้น น.ส.รัชดา กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงรายละเอียด แต่รัฐมนตรีของสิงคโปร์กำลังติดตามโครงการนี้อยู่ เพราะเรื่องนี้ต้องผลักดัน และมีความชัดเจนจากรัฐบาลในระดับต่อ ๆ ไป ถึงจะค่อยมีการพูดถึงการลงทุน
ส่วนกรณีฝ่ายค้านระบุว่า ยังไม่มีการแสดงตัวเลขความคุ้มทุน แต่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการนี้แล้ว น.ส.รัชดา กล่าวว่า เรื่องนี้มีการผลักดันมาหลายปีแล้ว และโครงการใหญ่ ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
"ขอบคุณฝ่ายค้าน ที่มีความกังวลในเรื่องนี้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลจะอนุมัติโครงการกระดาษเปล่าได้ ทุกสิ่งต้องผ่านการศึกษาทางด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ยังมีสิ่งที่ต้องทำรายละเอียดอีกเยอะ เราไม่สามารถอยู่ ๆ ที่จะซุกแล้วทำเลย โดยที่ไม่ให้ประชาชนรู้ เรื่องนั้น อย่าได้กังวล ทุกอย่างโปร่งใส และชี้แจงให้ประชาชนทราบ" น.ส.รัชดา กล่าวส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากยังมีแรงต้านนั้น โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ทุกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ทุกความกังวลเราต้องรับฟัง และต้องสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ
"ขณะนี้ การสื่อสารกับประชาชนไม่ง่าย ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ครั้งเดียว ซึ่งนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำอยู่แล้วว่า จะทำอะไรต้องเข้าใจหัวอกประชาชน และสื่อสารให้เข้าใจว่าเราทำอะไร เพื่ออะไร" โฆษกรัฐบาล กล่าวเมื่อถามถึงความมั่นใจที่โครงการนี้จะเกิดขึ้นจริง และประสบความสำเร็จนั้น น.ส.รัชดา กล่าวว่า เป็นความตั้งใจที่ดีของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน และหวังว่าประชาชน จะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
ส่วนกรณีที่หลายประเทศ ทั้งจีน และสิงคโปร์ ต่างให้ความสนใจกับประเทศไทย จะยังมีประเทศอื่นอีกหรือไม่นั้น น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทย มีความน่าเชื่อถือด้านการเงินการคลัง โดยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ไทยกลับมาอยู่ในอันดับประเทศที่นักลงทุนให้ความสนใจอยากลงทุน และประเทศไทย ไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน แต่มีปัญหาเรื่องราคาน้ำมันที่ทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นความมั่นคง และมีความน่าสนใจที่ประเทศอื่นไม่มี แต่ทำไมยังมีคนบางกลุ่ม คิดด้อยค่าทำลายความน่าเชื่อถือ ขออย่าด้อยค่าศักยภาพของประเทศไทย
"อย่าคิดว่าพวกคุณพูดกันเอง เพื่อที่จะสร้างประเด็นทางการเมืองแค่ในประเทศ ทุกคำพูดที่คุณด้อยค่าประเทศไทย ต่างชาติก็ฟังอยู่ และยิ่งคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง ออกมาพูดในลักษณะว่าประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือ แบบนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ขอให้โฟกัสการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ความเหมาะสม ความกังวล ขอให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ประเด็นที่คิดว่าประเทศไทยไม่มีศักยภาพ นั่นไม่ใช่ประเทศไทย" น.ส.รัชดา กล่าว