พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฯ ประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 1 เน้นย้ำการทำงานเป็นกลไกที่ใช้วาระนำ (agenda-based) เพื่อยกระดับการทำงานตรวจสอบรัฐบาลและเสนอทางเลือกเชิงนโยบายให้สังคมได้พิจารณา
การประชุมนัดแรกมีข้อสรุป ดังนี้
1. เรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาภาคขนส่งและประมงที่แบกต้นทุนพลังงานสูงสุด แต่กลับถูกทอดทิ้ง
วิกฤตการณ์ด้านพลังงานส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในระดับที่แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ครม.เงาเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารประเทศด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเยียวยาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องไม่ละเลยผู้ประกอบการกลุ่มประมงและกลุ่มขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการทั้งสองกลุ่มได้เข้ามาบอกเล่าปัญหาความเดือดร้อน และหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือที่ตรงจุดและเหมาะสม
2. เตือนโครงการแลนด์บริดจ์เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ
หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้ง "ไพ่ใบสำคัญ" หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง
3. ข้อห่วงใยต่อการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากมีความเสี่ยงจะเป็นการใช้เงินโดยไร้หลักการ กู้มาแจกระยะสั้นเพื่อหวังคะแนนนิยม แต่ไม่เตรียมพร้อมรับมือกรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ
โดย ครม.เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
"พรรคประชาชนขอยืนยันว่า กลไก ครม.เงา จะดำเนินบทบาทคู่ขนานไปกับการทำงานของรัฐบาล เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นได้ในทุกสัปดาห์"นายณัฐพงษ์ กล่าวด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. ในฐานะหัวหน้าทีม ครม.เงาด้านปฏิรูปรัฐ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. . (ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า มาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่ผ่านมายังคงตกหล่น ไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม และน้อยเกินไป ไม่ได้พุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ควรได้รับ เช่น กลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบสูงยังได้รับการเยียวยาน้อยเกินไป กลุ่มประมงโดยเฉพาะประมงพื้นบ้านไม่ได้รับการเยียวยาจนถึงบัดนี้
แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำคือ การแจกเงินเยียวยา 2 แสนล้านบาทมีแผนใช้ครั้งเดียวหมดภายใน 4 เดือน ส่วนใหญ่เทไปที่โครงการคนละครึ่งซึ่งมีลักษณะของการเยียวยาแบบหว่านแห อันจะนำไปสู่ปัญหาว่าคนที่เดือดร้อนจริงอาจไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนคนที่ได้รับอาจไม่ได้เดือดร้อนจริง
และหากสงครามและวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ คำถามคือหากหลังจากนี้สงครามยังไม่จบ ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลจะทำอย่างไร ต้องกู้เงินก้อนใหม่อีกหรือไม่ ในเมื่อสถานการณ์ทางการคลังปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นการกู้รอบสุดท้าย ไม่ได้อยู่ในจุดที่อนุญาตให้รัฐบาลกู้ก้อนใหม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำไป จึงมองได้ว่าการใช้เงินกู้ไปกับโครงการคนละครึ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะเยียวยาประชาชน แต่กำลังใช้เงินกู้ เพื่อกู้คะแนนนิยมของรัฐบาลที่กำลังตกต่ำหรือไม่
ทั้งนี้ ไม่ติดใจที่จะออก พ.ร.ก. เพื่อกู้เงินตามแผนงานที่ 1 จำนวน 2 แสนล้านบาทเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมองว่ามีความจำเป็นในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
แต่เงินกู้ตามแผนงานที่ 2 อีก 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แม้แผนงานนี้มีความสำคัญ แต่ไม่เร่งด่วนถึงขนาดที่จะต้องออก พ.ร.ก. เสนอว่ารัฐบาลควรจัดทำแผนงบประมาณรายละเอียดโครงการให้ชัดเจนแล้วออกเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาตรวจสอบของสภาและใช้เวลาราว 3 เดือนก็น่าจะสามารถออกกฎหมายได้
ดังนั้น ครม.เงา จึงเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงการออกแบบมาตรการการเยียวยาให้เน้นมุ่งเป้ามากขึ้น และไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห ต้องไม่มีการสอดไส้โครงการระยะยาวและต้องมีการแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ