นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานระดับชาติ ภายใต้ชื่อ "24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ความไม่ยุติธรรม (Justice delayed is justice denied)"
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศจะอยู่ได้อย่างมั่นคงและสมานฉันท์ ต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม และหลักนิติธรรม รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยยืนยันว่า การช่วยเหลือดังกล่าวครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย ภายใต้หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชนสากล

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลยึดมั่นในหลักนิติธรรม ที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค พร้อมเดินหน้าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็นของประชาชน รวมถึงนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงการทำงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ซึ่งอาจเผชิญทั้งการละเมิดสิทธิ ความเสียหายต่อชื่อเสียง อิสรภาพ หรือแม้แต่ชีวิต ถือเป็นวิกฤตสำคัญที่รัฐต้องไม่มองข้าม โดยรัฐบาลมีหน้าที่ในการคุ้มครอง ช่วยเหลือ รวมทั้งแก้ไขและอุดช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณี "แพะ" หรือการตกเป็นจำเลยโดยมิได้กระทำผิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญตลอดมา

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2544 ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา รัฐได้ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์แล้ว 145,879 ราย เป็นเงินกว่า 8,119 ล้านบาท และตั้งแต่ปี 2566 ได้ให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติแล้ว 1,036 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อรายใหม่
นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับทุกหน่วยงานให้ยึด 3 หลักสำคัญ "รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม" ต้องเข้าช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอการร้องขอ ดูแลอย่างเท่าเทียมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และดำเนินการอย่างโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายอย่างแท้จริง พร้อมให้ข้าราชการทำงานเชิงรุก เร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ควรถูกปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลือ เพราะอาจยิ่งซ้ำเติมความสูญเสีย
"ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม" นายกรัฐมนตรี กล่าวนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เพียงการเยียวยา แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนถึงคุณภาพกระบวนการยุติธรรม และความรับผิดชอบของรัฐ ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ
ทั้งนี้ ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หลักนิติธรรมและความสม่ำเสมอในการบังคับใช้กฎหมาย เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา รัฐบาลจึงมุ่งยกระดับระบบช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรม ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมโลก
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 จำนวน 4 ราย