ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) กล่าวถึงภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก. กทม.) ว่า ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งตลอดช่วง 7 วันของการหาเสียงที่เป็นหนังสือ แต่อาจจะมีการพูดคุยตามโซเชียลมีเดียว่าจะมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ยังไม่เห็นว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามายัง กกต.กทม. รวมถึงยังไม่มีเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้งแต่อย่างใด
ในส่วนของการติดตามการหาเสียงของผู้สมัครนั้น จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่ รวมถึงสังเกตการณ์ในส่วนของการดำเนินการและการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ รวมถึงสังเกตการณ์การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
"ขณะนี้ ได้มีการแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุด ใน 50 เขตเลือกตั้ง หากมีการร้องเรียน หรือมีการแจ้งเบาะแส เราก็จะแจ้งไปยังชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งหมด เพื่อเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา" ผู้อำนวยการ กกต. กทม. ระบุ
ส่วนการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ กทม.ที่วางตัวไม่เป็นกลางนั้น ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่วางตัวไม่เป็นกลางอย่างไร แต่หากมีการร้องเรียน ก็จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณ เป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษต่อผู้สมัคร
ส่วนกรณีที่ พรรคเศรษฐกิจ จะเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ในสมัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม.นั้น ว่าที่ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์ความผิด จะต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่า ห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดใส่ร้าย หรือบังคับขู่เข็ญให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัคร ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีความเกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนจะเข้าข่ายไม่เป็นหาเสียงใส่ร้ายหรือไม่นั้น ย้ำว่าจะต้องดูองค์ประกอบ
- ผู้สมัครออกรายการทีวี-ช่องอินฟลูฯ หากมีค่าใช้จ่าย ต้องแจ้ง กกต.
ส่วนกรณีที่สื่อมวลชนเชิญผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่มีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งไปออกรายการนั้น ผู้อำนวยการ กกต. กทม. กล่าวว่า กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ถ้ามีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นบัญชีภายใน 90 วัน โดยต้องดูว่าแต่ละสถานีหรือแต่ละสื่อที่เชิญ มีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงด้วย
"สื่อมวลชนที่เชิญผู้สมัคร ก็จะต้องพึงระมัดระวัง อะไรที่จะทำให้เกิดเป็นข้อพิพาท ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งหากมีข้อร้องเรียน กกต.กทม.จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นพฤติการณ์เช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งจะดูเป็นกรณีไป" ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า กกต.กทม. ไม่มีนโยบายในการจัดเวทีปราศรัยให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้สมัครจะดำเนินการเอง โดยต้องแจ้ง กกต.กทม.ก่อนดำเนินการ
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนผู้สมัคร จะต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่นั้น ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า ระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียงส่วนที่ 3 ระบุชัดเจนว่า กรณีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หากมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาท จะต้องแจ้งต่อ กกต.ให้ทราบ หากอินฟลูเอนเซอร์ บอกว่าไม่มีค่าใช้จ่าย ก็เป็นไปตามข้อเท็จจริง
สำหรับกรณีที่มีผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เชิญชวนให้ประชาชนที่ถ่ายรูปคู่ ติดข้อความ ติดแฮชแท็กชื่อ และแคมเปญหาเสียง จะถือว่าเข้าข่ายเป็นการช่วยหาเสียงหรือไม่นั้น ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ กล่าวว่า การที่จะไปแท็กชื่อ หรือหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเข้าข่ายหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแจ้งชื่อบัญชีผู้ใช้งาน
ส่วนการติดแฮชแท็กนั้น จะต้องดูเป็นกรณีว่าเป็นข้อมูลของผู้สมัครหรือไม่ เพราะหากบางทีหากแชร์ไปแล้วตัวผู้สมัครเองไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เข้าข่ายลักษณะการหาเสียง ตามระเบียบหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีผู้ใช้งาน ดังนั้น หากผู้สมัครมีการรณรงค์ให้มีการติดแฮชแท็ก ก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เข้าข่ายการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่