คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ขั้นตอนและกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ตลอดจนกระบวนการสืบสวนและไต่สวน กรณีการกระทำอันอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ติวเข้ม กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) หวั่นเกิดข้อผิดพลาดซ้ำ รวมถึงบทบาทภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง หวังให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิมากที่สุด

นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวว่า ในทางปฏิบัติวันเลือกตั้งมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของ กปน.อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น จึงต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ช่วงเริ่มนับคะแนน
ด้านนายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการกกต.กล่าวว่า ในการเลือกตั้งปี 2565 การใช้สิทธิเลือกตั้งใน กทม. มีผู้มาใช้สิทธิค่อนข้างน้อย ครั้งนี้ กกต.จึงต้องปรับการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด
ส่วนปัญหาการทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งการเลือกตั้ง กทม. มีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 6,628 หน่วย จึงได้มีการจัดโครงการแซนด์บ็อกซ์ขึ้นที่เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา โดยมีการคัดเลือกคนมาเป็น กปน. หน่วยละ 5 คน และจัดอบรมอย่างเข้มข้น จากนั้นก็ทยอยจัดอบรมในเขตอื่น ๆ รวมแล้วมีผู้เข้าอบรมกว่า 6,000 คน
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการกกต. กล่าวว่า กรุงเทพฯ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ราว 4.4 ล้านคน แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภากทม. มี 4.3 ล้านคน เนื่องจากผลทางกฎหมายของคุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือ บุคคลที่ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ ไม่ถึง 1 ปี จะไม่สามารถเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.ได้ ส่วนการเลือกตั้ง สก. จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านนานกว่า 1 ปี ในกรณีย้ายเขตที่อยู่ยังไม่ถึง1 ปี จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือก สก.ในเขตที่อยู่ปัจจุบันได้ แต่สามารถแจ้งขอให้สิทธิเลือก สก. ตามเขตเดิมได้ จนถึงวันที่ 17.มิ.ย.นี้
พร้อมระบุว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยานั้น บัตร 1 ใบ จะเลือกได้ 6 หมายเลข โดยจะมีการขานคะแนนบัตรดี บัตรเสีย และมีบัตรดีบางส่วนด้วย หากมีการนับคะแนนแล้ว พบว่าคะแนนไม่ตรงกับจำนวนบัตรที่ใช้ไป จะไม่สามารถนับคะแนนใหม่ได้ เนื่องจากการสั่งนับคะแนนใหม่ เป็นหน้าที่ กกต. ดังนั้น กปน. ทำได้เพียงการตรวจสอบตระกร้าที่นับคะแนนไปแล้วเท่านั้น
ด้านนางสาวกัญญา อัศวเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงแผนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงเทพฯออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งว่า ได้มีการวางแผนสื่อประชาสัมพันธ์แบ่งเป็น 5 ระยะตั้งแต่ก่อนการรับสมัคร เผยแพร่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ของ กทม.ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนคน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิมากที่สุด และเข้าใจขั้นตอนการลงคะแนน ลดจำนวนบัตรเสียให้ได้มากสุดและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง รวมทั้งได้เน้นย้ำการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้วางตัวเป็นกลาง
ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ในการเลือกตั้งปี 65 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนของกรุงเทพฯ 40 เรื่อง และพัทยา 6 เรื่อง ถือว่าไม่มาก แต่ครั้งนี้ กกต.ดำเนินการการป้องปรามเชิงรุก โดได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อประกอบการป้องปราม รวมถึงประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์ เพื่อจับตาเรื่องการเบิกเงินสดมากผิดปกติ รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มีการซักซ้อมและปฏิบัติหน้าที่ในการป้องปราม
ว่าที่ ร.ต.สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผอ.กกต.กทม. กล่าวถึงการติดป้ายหาเสียงของผู้สมัครทั้งบนรถไฟฟ้า บิลบอร์ด และรถสาธารณะว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.สามารถใช้จ่ายได้ไม่เกิน 49 ล้านบาท ส่วน สก.อยู่ที่ 8 แสน - 1.25 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ซึ่งผู้สมัครสามารถจัดทำแผ่นพับ ป้าย สติกเกอร์ บิลบอร์ด แต่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ส่วนการหาเสียงออนไลน์หรือมีอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วยหาเสียงนั้น แต่ละแพลตฟอร์มก็จะคิดอัตราค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว หากมีเรื่องร้องเรียนก็เข้าไปตรวจสอบ