นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 9 นำทีมอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงความคืบหน้ากรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. หลังถูกตั้งคำถามเรื่องบทลงโทษวินัยข้าราชการที่เบาเกินไป พร้อมยืนยันกระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุดและเป็นไปตามกฎหมายอย่างโปร่งใส
นายชัชชาติ ยืนยันว่า คดีนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยขณะนี้ยังมี 3 กระบวนการที่ต้องดำเนินต่อ
กระบวนการแรก คือ การสอบวินัยของ กทม. ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งให้ทบทวนผลการลงโทษใหม่แล้ว
กระบวนการที่สอง คือ การเรียกค่าเสียหายทางละเมิด ซึ่งยังไม่สิ้นสุด
กระบวนการที่สาม คือ การตรวจสอบของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง กทม. ส่งเรื่องให้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงแรกของคดี
นายชัชชาติ ระบุว่า อำนาจสอบสวนของ กทม. อยู่ในกรอบวินัยราชการเป็นหลัก ขณะที่ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบในวงกว้างและลึกกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฮั้วประมูล หรือความเชื่อมโยงกับผู้รับเหมา จึงต้องให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบคู่ขนาน
ทั้งนี้ เมื่อมีข้อมูลร้องเรียนและมีรายงานจากหน่วยงานตรวจสอบ ทาง กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงใน 7 โครงการแรก ก่อนพบว่ามีมูล จึงตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงระดับผู้บริหารในระบบราชการ กทม.
ส่วนสาเหตุที่เริ่มจาก 7 โครงการก่อน นายชัชชาติ ชี้แจงว่า เป็นชุดข้อมูลแรกที่มีประเด็นชัดเจน แต่หากการสอบสวนพบว่ามีมูลหรือมีหลักฐานเพิ่มเติม ก็ต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นทั้งหมด
นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ภายหลังคณะกรรมการสอบสวนเสนอผลขึ้นมา ตนเห็นว่าโทษที่เสนอยังไม่รุนแรงพอ จึงให้กลับไปสอบสวนใหม่ให้ละเอียดขึ้น แต่เมื่อผลสอบกลับมายืนยันในแนวทางเดิม จึงให้ส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคณะกรรมการใหญ่ที่มีอำนาจพิจารณาโทษทางวินัยขั้นสุดท้าย
พร้อมกับย้ำว่า คำว่าเห็นชอบในขั้นตอนดังกล่าว ไม่ใช่การเห็นชอบกับบทลงโทษ 600 บาท แต่เป็นการเห็นชอบให้ส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาต่อ และขณะนี้คณะกรรมการดังกล่าวก็เห็นว่าผลสอบยังไม่เพียงพอ จึงมีมติให้สอบสวนเพิ่มเติม
"เมื่อผมมารู้เรื่องเงิน 600 บาท ผมไม่เคยเห็นชอบนะ ให้กลับไปสอบใหม่ด้วยซ้ำ พอสอบใหม่มาครั้งที่สอง มันกลับมาเหมือนเดิม ผมก็เลยให้เอาเรื่องเข้าคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะเขามีอำนาจสูงสุด" นายชัชชาติ กล่าวนายชัชชาติ กล่าวว่า การที่จะเข้าไปสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนลงโทษแบบใดแบบหนึ่งโดยตรงทำไม่ได้ เพราะระบบราชการต้องมีคณะกรรมการและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและฝ่ายประชาชนที่ต้องการความโปร่งใส
"อยู่ดีๆ ผมจะไปสั่งให้ไล่ออกเลย ทั้งที่ใจอาจจะอยากไล่ออกนะ ก็ทำไม่ได้ เพราะมันมีกระบวนการที่ต้องมีกรรมการอยู่ ต้องดูทั้งสองฝั่ง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝั่ง" นายชัชชาติกล่าวอย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ ระบุว่า ไม่ควรมองว่า กทม. อ่อนข้อหรือปล่อยผ่าน เพราะฝ่ายบริหารดำเนินการตามกรอบอำนาจที่มี และส่งเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการที่มีอำนาจสูงกว่าเพื่อตรวจสอบต่อ อีกทั้งเรื่องการลงโทษตัดเงินเดือน 600 บาทก็ยังไม่ได้ข้อยุติ บทลงโทษสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้
นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม. ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบคู่ขนาน เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจมากกว่า กทม. ในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การฮั้วประมูล และรายละเอียดที่เกินกรอบการสอบวินัยภายใน
ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช. พบหลักฐานที่หนักกว่า เช่น เส้นทางการเงินหรือการฮั้วประมูล ก็สามารถนำไปสู่โทษที่รุนแรงขึ้นได้ และที่ผ่านมาเคยมีหลายกรณีที่การสอบวินัยภายในอาจเห็นเป็นโทษไม่ร้ายแรง แต่เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบเพิ่มเติมแล้ว พบความผิดร้ายแรง ก็ต้องดำเนินการตามผลของ ป.ป.ช.
"ถ้า ป.ป.ช. ไปสอบเส้นเงิน ไปสอบรายละเอียด แล้วชี้ว่าผิดหนัก ให้ไล่ออกก็ต้องไล่ออก เพราะคำสั่งของ ป.ป.ช. เป็นที่สุด ใหญ่สุด" นายชัชชาติ กล่าวส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปกหรือปัญหาในกระบวนการ e-Bidding นายชัชชาติ กล่าวว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีระบบตรวจสอบบางส่วนอยู่แล้ว เช่น การเปิดให้ร้องเรียน TOR หากเห็นว่า มีการล็อกสเปก แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การตั้งราคากลางและรายละเอียดโครงการที่ต้องเหมาะสม เพื่อลดช่องว่างการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง
นายชัชชาติ ย้ำว่า การลงโทษผู้กระทำผิดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ การป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกในอนาคต โดยเฉพาะการอุดช่องว่างในกระบวนการตั้งงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการสอบสวนวินัย
นายชัชชาติ กล่าวว่า หากได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง จะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้ต่อให้ถึงที่สุด เพราะกระบวนการยังไม่จบ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและ ป.ป.ช. รวมถึงต้องขยายผลไปยังโครงการอื่นที่เกี่ยวข้อง
นายชัชชาติ ยืนยันว่า การตั้งโต๊ะชี้แจงครั้งนี้ไม่ใช่เพราะโกรธผู้ที่ตั้งคำถาม แต่เป็นโอกาสในการอธิบายข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจ พร้อมยืนยันว่า เรื่องความโปร่งใสควรเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะระดับเมือง แต่ต้องเป็นวาระระดับประเทศ และขอบคุณ นายศุภนัฐ ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น เพราะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีการพูดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะของ กทม. แต่เป็นปัญหาของประเทศไทยด้วย ดังนั้นจึงอยากให้สังคมติดตามประเด็นนี้ต่อเนื่องจนกระทั่งหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่พูดกันเฉพาะในช่วงการหาเสียง