นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน เบอร์ 10 ได้เดินทางไปที่ชุมชนวัดสุทธาราม พร้อมผู้สมัคร สก. เขตบางซื่อ เบอร์ 4 และเพื่อรับฟังปัญหาและเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า แม้ว่ากรุงเทพมหานครจะมีทรัพยากรด้านสาธารณสุขมากกว่าหลายพื้นที่ของประเทศ แต่คนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยกลับยังเจออุปสรรคในการเข้าถึงการรักษา หนึ่งในปัญหาที่ได้ยินบ่อยที่สุดก็คือเรื่อง ใบส่งตัวของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง การออกใบส่งตัวใช้เวลานานเนื่องจากคลินิกอบอุ่นที่มีหน้าที่ดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองกว่า 3.5 ล้านคนในกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นคอขวดของระบบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องรอคิวเพื่อขอใบส่งตัวก่อนจะเข้าถึงการรักษาได้
นอกจากนี้ ปัญหายังมาจากการออกแบบระบบที่ไม่เอื้อต่อการให้บริการ เพราะยิ่งคลินิกออกใบส่งตัวมากเท่าไร ยิ่งมีภาระต้นทุนมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกัน ระบบบัตรทองในกรุงเทพฯ ยังมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีเจ้าภาพหลักที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพของคนกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน
นายชัยวัฒน์ ระบุว่า หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ กทม.สิ่งแรกที่ตนจะทำคือเสนอขอเพิ่มโควตาผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่รับบริการผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จาก 800,000 คน เป็น 1 ล้านคน พร้อมเพิ่มงบประมาณ ทรัพยากร และบุคลากรทางการแพทย์ควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ภาระตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ และเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงมากขึ้น
นอกจากนี้พรรคประชาชนเสนอให้โรงพยาบาลแม่ข่ายในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการระบบบัตรทอง ทำงานร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยบริการปฐมภูมิอย่างใกล้ชิด โดยใช้งบรายหัวที่ สปสช. จัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน พร้อมปรับระบบการจ่ายเงินให้คลินิกอบอุ่นมีรายได้เพียงพอในการดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องขาดทุนจากการออกใบส่งตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีผ่านโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ที่ปัจจุบันดูแลประชาชนสิทธิบัตรทองอยู่แล้วกว่า 1.3 ล้านคน
สำหรับพรรคประชาชน การเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนจะต้องเข้าถึงได้ง่าย วันนี้ พรรคประชาชนมีทั้งทีม สส. ในสภาที่ผลักดันประเด็นสาธารณสุขให้กับคนทั้งประเทศ มีทีมผู้สมัคร ส.ก. ที่วันนี้สามารถเป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ยากลำบากของคนในแต่ละพื้นที่ เรามีทีมบริหาร กทม.ประชาชน ที่ออกแบบนโยบายตอบสนองการใช้บริการสาธารณสุขของคนกรุงเทพ และตนพร้อมจะเป็นผู้ว่าประชาชนที่มีเจตจำนงทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตง่ายกว่าที่ผ่านมา
จากนั้นนายชัยวัฒน์ ได้เดินทางมาหาเสียงซอยอารีย์ 1 พื้นที่เขตพญาไท เนื่องจากเป็นพื้นที่ค้าขาย ซึ่งพื้นที่นี้เป็นพื้นที่จุดผ่อนผันการค้าขายริมทางเท้า โดยจะมาลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเพื่อรับทราบถึงปัญหาประเด็นพื้นที่ค้าขายต่างๆ และมารับทราบปัญหาขยะที่มีปัญหาด้านรอบการจัดเก็บขยะและปัญหาจุดทิ้งขยะในพื้นที่เขตพญาไท
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เรามีนโยบายเพิ่มพื้นที่ค้าขายและมีการจัดระเบียบในการจับจองพื้นที่ค้าขาย ซึ่งจะนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยไม่ต้องใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าเข้าถึงพื้นที่ค้าขายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายส่วย ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายของพ่อค้าแม่ค้า และเราจะมีการพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทางเท้าให้มีพื้นที่ในการสัญจรเพียงพอในการเดินเท้า
นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงกรณีผลสำรวจของนิดาโพลที่คะแนนยังทิ้งห่างนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. อิสระว่า จากการดีเบตใน 2 ครั้งที่ผ่านมาตนคิดว่าประชาชนน่าจะได้เห็นหลายประเด็นที่เป็นปัญหาในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรัง เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร และผลตอบรับเชิงบวกค่อนข้างมาก และคิดว่าปัญหาที่ประชาชนได้เห็นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากผลโพลที่ได้ทำไปก่อนหน้านั้น
นอกจากนี้ ตนและผู้สมัคร สก.ทั้ง 50 คน 50 เขตจะทำหน้าที่ในการสื่อสารนโยบายให้ทั่วถึงประชาชนมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความสนใจของการเลือกตั้ง กทม.ยังมีค่อนข้างน้อย แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้าย ตนมองว่าความสนใจของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้นจนกว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง
พร้อมแสดงความมั่นใจว่า งบประมาณ 5 แสนล้านบาทควรจะทำให้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีได้มากกว่านี้ ซึ่งตนเชื่อว่าทำได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้ตนมาเสนอโอกาสเป็นทางเลือกให้คนกรุงเทพฯ