(เพิ่มเติม) ศาล รธน.วินิจฉัย 3 แกนนำกลุ่มราษฎรล้มล้างการปกครอง/ "รุ้ง" ยืนยันสู้ต่อ

ข่าวการเมือง Wednesday November 10, 2021 18:31 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

(เพิ่มเติม) ศาล รธน.วินิจฉัย 3 แกนนำกลุ่มราษฎรล้มล้างการปกครอง/

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ภายหลังนัดประชุมเพื่อแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ กรณีรับคำร้องที่นายณัฐพร โตประยูร ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของ นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง ชุมนุมปราศรัยในวันที่ 10 ส.ค.63 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อเสนอข้อเรียกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าการกระทำและพฤติกรรมต่อเนื่องของผู้ถูกร้อง 1-3 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง และมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 รวมทั้งกลุ่งอคืกรและเครือข่ายเลิกการกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง

ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุในคำวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 มีเจตนารมณ์ปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมุ่งหมายให้ปวงชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญจากการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มคนที่ใช้สิทธิหรือเสรีภาพในประการที่อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หากอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการหรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้อง รัฐธรรมนูญก็รับรองสิทธิของผู้ร้องให้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำชี้แจง พยานหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งบันทึกเสียงการปราศรัยของผู้ถูกร้องทั้ง 3 อภิปรายในที่สาธารณะหลายครั้งหลายสถานที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.63 เรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 ผู้ถูกร้องทั้ง 3 อภิปรายเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยข้อเรียกร้องรวม 10 ประการ

พิจารณาแล้วเห็นว่า พระมหากษัตริย์กับชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกันนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน และจะต้องดำรงอยู่ด้วยกันต่อไปในอนาคตเพื่อธำรงความเป็นชาติไทยไว้ ปวงชนชาวไทยจึงถวายความเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การออกมาเรียกร้องโจมตีในที่สาธารณะโดยอ้างการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นอกจากเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และยังไปละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชาชนอื่นที่เห็นต่างด้วย อันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้บุคคลอื่นกระทำตาม

ยิ่งกว่านั้น การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 มีการดำเนินงานอย่างเป็นขบวนการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แม้การปราศรัยของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 จะผ่านไปแล้ว ภายหลังจากที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังปรากฎว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ยังคงร่วมชุมนุมกับกลุ่มบุคคล กลุ่มต่าง ๆ โดยใช้ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชุมนุมวิธีการชุมนุม เปลี่ยนตัวบุคคลผู้ปราศรัย ใช้กลยุทธ์เป็นแบบไม่มีแกนนำที่ชัดเจน แต่มีรูปแบบการกระทำอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน

การเคลื่อนไหวของผู้ถูกร้องทั้ง 3 และกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะเป็นขบวนการเดียวกันที่มีเจตนาเดียวกันตั้งแต่แรกผู้ถูกร้องทั้ง 3 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำและกระทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกระทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งมีลักษณะของการปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ แต่มีลักษณะของการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและใช้ความรุนแรงในสังคม ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติอันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ นำไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

ทั้งเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อทำลายหรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องสิ้นสลาย ไม่ว่าจะโดยการพูดการเขียน หรือการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้อ่อนแอลง ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วยแม้เหตุการณ์ตามคำร้องผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากยังคงให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 รวมทั้งกลุ่มในลักษณะองค์กรเครือข่ายกระทำการดังกล่าวต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคสองให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้ โดยนายณฐพร ในฐานะผู้ร้องได้เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง ส่วนนายอานนท์ มอบหมายให้นายกฤษฎางค์ นุตจรัส เป็นผู้แทนมาศาล ขณะที่นายภานุพงศ์ มอบหมายให้นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม เป็นผู้แทนมาศาล ส่วน น.ส.ปนัสยา เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง แต่นายกฤษฎางค์ นายนรเศรษฐ์ และน.ส.ปนัสยา ไม่ประสงค์ฟังคำวินิจฉัยจึงขอออกจากห้องพิจารณา

ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว น.ส.ปนัสยา แถลงว่า ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าหนทางที่ดีที่สุดในการธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ คือการร่วมกันผลักดันให้การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์สามารถดำเนินไปจนประสบผลสำเร็จได้จริง

น.ส.ปนัสยา ยืนยันว่า 10 ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ประกอบด้วย การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ, การเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, การเสนอให้ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561, การเสนอให้ปรับลดงบประมาณแผ่นดินที่จัดสรรให้สถาบันพระมหากษัตริย์, การเสนอยกเลิกส่วนราชการในพระองค์

การเสนอให้ยกเลิกการบริจาค และการรับบริจาคโดยสมเด็จพระราชกุศลทั้งหมด, การเสนอยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ, การยกเลิกประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงาม, การเสนอให้สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหาร เข่นฆ่าราษฎร และ การเสนอให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหาร ดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการล้มล้างการปกครอง

พร้อมยืนยันว่า จะมีการเดินหน้าล่ารายชื่อเพื่อยกเลิกมาตรา 112 ต่อไป และจะเรียกร้องจนกว่าข้อเรียกร้องจะสำเร็จ

ด้านเพจเฟซบุ๊กทะลุฟ้า ได้เผยแพร่แถลงการณ์ ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล เพราะการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลทุกผู้ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนั้นถือเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ และไม่สมควรจะมีใครถูกตัดสินด้วยคดีที่รุนแรงขนาดนี้ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมด้านนอกศาลรัฐธรรมนูญยังโปรยใบปลิวที่เขียนข้อความว่า ปฏิรูป#ล้มล้าง พร้อมจุดไฟเผาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจำลองด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ