เลือกตั้ง'66: "รังสิมันต์" เชื่อปิดสวิซต์ ม. 272 ได้ หากทุกฝ่ายยึดหลักการ

ข่าวการเมือง Wednesday May 17, 2023 15:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงยุทธศาสตร์การรวมเสียง ส.ว.ในการจัดตั้งรัฐบาลว่า สิ่งที่พรรคก้าวไกลทำอยู่ เป็นการปิดสวิตซ์ มาตรา 272 ในรัฐธรรมนูญ (การมีนายกรัฐมนตรีจากคนนอก) ซึ่งการปิดสวิตซ์มาตราดังกล่าวเป็นการเปิดให้จัดตั้งรัฐบาลได้ตามกลไกปกติ ซึ่งบางคนอาจลืมไปแล้วว่ากลไกนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

โดยถ้าพรรคการเมือง รวมเสียงในสภาฯ ได้มากเกิน 250 เสียง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ประกอบกับการที่ตอนนี้พรรคก้าวไกลสามารถรวมเสียงได้กว่า 310 เสียง เป็นรัฐบาลที่แข็งแรงมาก สามารถผลักดันนโยบายได้ ดังนั้นสิ่งที่กำลังทำ คือการคืนกลไกปกติให้กับสังคม ซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน รวมถึง ส.ว. และพรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อยืนยันหลักการโหวตนายกฯ เสียงข้างมาก

"ผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. ได้สะท้อนอย่างชัดเจน ว่าพรรคที่ได้อันดับ 1 เป็นพรรคไหน หากเราเคารพกติกา และเจตจำนงของประชาชน ก็สามารถไปต่อได้" นายรังสิมันต์ ระบุ

ส่วนที่ ส.ว.อยากให้ ส.ส. รวบรวมเสียงให้ได้ 376 เสียงเองนั้น รังสิมันต์ มองว่า การปิดสวิตซ์ มาตรา 272 คือความพยายามตั้งแต่ตอนแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการปิดสวิตซ์ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ แต่ความเป็นจริงแล้วต่อให้มาตรา 272 ไม่ถูกปิด แต่อีกไม่นานก็จะถูกปิด คำถามคือ ทำไมเราไม่สร้างบรรยากาศให้เดินต่อ สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชน แน่นอนว่า พรรคก้าวไกลไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ แต่วัฒนธรรมทางการเมืองต้องให้พรรคอันดับ 1 เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการที่ ส.ว.แสดงความเห็นว่าให้ไปรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ 2 สภา ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมถึงไม่เคารพเสียงของประชาชนที่ไปเลือกตั้ง

"การโหวตเลือกคุณพิธาเป็นนายกฯ ผมเข้าใจว่ามีความไม่ชอบกันอยู่ ไม่ชอบนโยบาย แต่อันนี้คือการปลดล็อคกฎหมาย เพื่อให้ความต้องการของประชาชนที่มากที่สุดได้รับการตอบสนอง ผมคิดว่า อย่าสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้สุดท้าย ประเทศเกิดคำถามว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ฟังเสียงประชาชน" นายรังสิมันต์ กล่าว

ส่วนการโน้มน้าวฝั่งตรงข้ามง่ายกว่าหรือไม่ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงความคิดเห็นว่าจะช่วยโหวตเลือกนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องพูดคุยกับทุกฝ่าย ถ้าลองดูคนที่เคยโหวตปิดสวิตซ์มาตรา 272 ใน ส.ว. ก็มีหลายสิบคน นอกจากนี้ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ทุกฝ่ายมีส่วนที่จะสร้างบรรยากาศให้ประเทศเดินต่อได้ อยากให้มองว่าการปิดสวิตซ์มาตรา 272 กับการจัดตั้งรัฐบาลเป็นคนละส่วนกัน เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องลงเรือลำเดียวกัน ต้องเอานโยบายแต่ละฝ่ายเข้ามาหารือ ซึ่งการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ควรมีเงื่อนไขแบบนี้ตั้งแต่ต้น ตนไม่อยากขอร้องอะไรจากใคร แต่เป็นการช่วยกันเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคก้าวไกล ได้แต่งตั้งให้ใครไปพูดคุยกับ ส.ว.หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า พรรคฯ มีคีย์แมน และกรรมการบริหารพรรค ที่ต้องประชุมร่วมกัน แต่ขอยังไม่บอกว่าเป็นใคร แต่ในคณะกรรมการบริหารพรรค มีการพูดคุยกันตลอดเวลา แต่การเจรจากับ ส.ว. ไม่สามารถยกกรรมการบริหารพรรคไปได้ทั้งชุด คงมีการยกหูโทรศัพท์พูดคุย ส่วนตัวเข้าใจว่า ส.ว.มีการประชุมกันเองด้วย พรรคก้าวไกลก็มีการเปิดรับ ซึ่งนายพิธา ย้ำมาตลอดว่า ไม่ต้องการเป็นรัฐบาลเฉพาะของคนที่เลือกเรา แต่ต้องการเป็นรัฐบาลของคนทุกคน

ส่วนกรณีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบนายพิธา และพรรคก้าวไกล หลายประเด็น เช่น การถือหุ้นสื่อ และนโยบายแก้ไขมาตรา 112 นั้น นายรังสิมันต์ มองว่า พรรคก้าวไกลยินดีที่จะถูกตรวจสอบ แต่ไม่ต้องการให้มีจุดมุ่งหมายในการทำลายกันทางการเมือง เพราะการประชุม กมธ. เป็นกลไกของรัฐ มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุม จึงมองว่าไม่เหมาะสมที่ใช้ทรัพยากรของรัฐโดยมีธงทางการเมืองของตนเอง

ส่วนนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ตนตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงเพิ่งมาตรวจสอบ ทั้งที่พรรคก้าวไกลเสนอร่างกฎหมายมาเป็นปีๆ และกรณีถือหุ้นของนายพิธา ก็ไม่มีความกังวล เพราะ ITV ยุติการออกอากาศไปเป็นเวลานาน และมีบรรทัดฐานจากอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ว่าการถือหุ้นเพียง 0.03% ไม่สามารถจะครอบงำสื่อได้

ส่วนที่ ส.ว.บางคนเคยบอกว่า หาก ส.ส.รวมเสียงได้มากกว่า 251 เสียง ก็ตั้งรัฐบาลได้ แต่รอบนี้กลับแสดงความคิดเห็นต่างออกไปนั้น นายรังสิมันต์ เห็นว่า เขาอาจไม่คิดตั้งแต่ต้นว่าพรรคก้าวไกลจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งตอนที่ ส.ว.พูด คงพูดไปตามหลักการ แต่พอเจอหน้านายพิธา และพรรคก้าวไกล อาจจะกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่สิ่งที่พรรคก้าวไกลทำ ไม่ได้ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์

ส่วนความกังวลว่าจะเป็นเดตล็อคทางการเมืองหรือไม่ หาก ส.ว.งดออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี จนพรรคก้าวไกลต้องถอยให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีแทนนั้น นายรังสิมันต์ มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะมองถึงขั้นนั้น ซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองของ 4 ปีที่แล้วกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน เพราะ 4 ปีที่แล้ว เรารวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่ได้ แต่ครั้งนี้เกินกึ่งหนึ่งไปแล้ว ส่วนกรณีที่สองคือ ส.ว.กำลังจะหมดวาระในปีหน้า จึงเกิดคำถามว่าจะยื้อแบบนี้ไปถึงเมื่อไร และการที่ทำให้พรรคก้าวไกลไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่มีประโยชน์อะไร

สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลที่ยืนยันได้แล้ว มีพรรคไหนบ้างนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้ต้องพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นหลักก่อน ส่วนมาตรา 112 ที่หลายฝ่าย มีมุมมองบางอย่างที่ไม่ตรงกันนั้น ตนเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องที่จะคุยกันไม่ได้ อย่างในเวทีดีเบตหาเสียง มีการคุยกันมากกว่าในสภาเสียอีก ตนจึงมองอย่างมีความหวังว่าจะมีจุดร่วมกันในการแก้ปัญหา

ส่วนที่มีการมองว่าในวันโหวตนายกรัฐมนตรี อาจมีการชุมนุมของประชาชนนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์จะไปถึงขนาดนั้น ซึ่งช่วงนี้หากไปถามพรรคการเมืองแต่ละพรรค ก็พอทราบว่าแต่ละพรรคจะโหวตอย่างไร แต่เชื่อว่าประชาชนไม่อยากลงถนน แต่สร้างความรู้สึกว่าไม่เคารพผลการเลือกตั้ง ตนก็เป็นห่วงว่าอาจจะเกิดสถานการณ์บานปลาย ดังนั้นอย่าให้เกิดบทเรียนแบบนั้นเลย เราน่าจะช่วยกันทำให้ผลการเลือกตั้งถูกเคารพ

ส่วนโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในค่ายทหารก็ยังออกมาใช้สิทธิเลือกพรรคก้าวไกล เชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็นการเกิดรัฐประหาร ดังนั้นรัฐประหารจึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ