NIDA แนะเร่งปฎิรูปเกษตร-ศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำรายได้สังคมเมืองกับชนบท

ข่าวการเมือง Wednesday June 16, 2010 16:40 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (MPA NIDA)ระบุว่า ภาครัฐควรเร่งปฏิรูปภาคการเกษตร รวมทั้งกระจายการศึกษาให้ทั่วถึง และมีมาตรการภาษีสำหรับนำไปช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท

เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องของการกระจายรายได้ระหว่างสังคมเมืองกับสังคมในชนบทมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ต่อคนมีความแตกต่างกันมาก รายได้ต่อคนในกรุงเทพฯและปริมณฑลในปี 51 เฉลี่ยอยู่ที่ 3.3 แสนบาท/คน/ปี ขณะที่ จ.หนองบัวลำภู อยู่ที่ 3 หมื่นบาท/คน/ปี แตกต่างกันถึง 11 เท่า สะท้อนให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมเมืองกับสังคมชนบทอย่างชัดเจน

นายมนตรี กล่าวว่า ในด้านภาคเกษตร รัฐต้องเข้าไปให้ความรู้ในการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น รวมถึงการหาตลาดสินค้าการเกษตรให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกิดความต้องการสินค้าเกษตรทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้พืชผลราคาสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น รายได้ของเกษตรกรมากขึ้น ก็ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และยังช่วยในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของไทยอีกด้วย

“ที่ผ่านมารัฐบาลส่วนใหญ่ของไทย มักมองข้ามการแก้ปัญหาการเกษตรของไทยที่เป็นรากฐานของประชาชนอย่างจริงจัง เพราะการแก้ปัญหาในภาคการเกษตรนั้นจะต้องใช้ระยะเวลานาน ทำให้รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศหันไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมมากกว่า เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การปฎิรูปภาคการเกษตรของไทยจึงไม่ได้รับความสำคัญ ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในภาคการเกษตรต้องต่อสู้ช่วยเหลือตนเองมาโดยตลอด และกลายเป็นปัญหาที่ยังคงรอการแก้ไข ทั้งเรื่องของการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ รวมถึงหาตลาดเพื่อกระจายสินค้าด้วยตัวเอง" นายมนตรี กล่าว

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังต้องเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนในชนบทอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างอาชีพ หารายได้เลี้ยงดูตัวเอง และ ภาครัฐอาจใช้กลไกทางด้านมาตรการภาษีและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เข้ามาช่วยสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม เช่น การนำเงินภาษีมาดำเนินนโยบายรัฐสวัสดิการให้มากขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย

รวมถึงการสร้างโอกาสให้กับผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เท่าเทียมกัน โดยสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินของภาครัฐได้ง่ายขึ้น และคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าผู้มีรายได้สูง ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวจะช่วยทำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และยังช่วยสร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในสังคมได้อีกทางหนึ่งด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ