นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ธนาคารกลางจีนตัดสินใจเพิ่มเพดานกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (RRR) แทนการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนมีความระมัดระวังในการใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการควบคุมเงินเฟ้อ
ธนาคารกลางจีนประกาศเพิ่มเพดาน RRR อีก 0.50% เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะควบคุมเงินเฟ้อซึ่งอยู่ในระดับที่สูงมาก มาตรการคุมเข้มด้านการเงินครั้งใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.เป็นต้นไป โดยนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมานั้น จีนได้ปรับเพิ่มเพดาน RRR ไปแล้วถึง 10 ครั้ง และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง
ความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดซึ่งจะทำให้เพดาน RRR ของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 20.5% นั้น มีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นดัชนีวัดเงินเฟ้อหลัก พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 32 เดือนที่ 5.4% ในเดือนมี.ค.
จีนมองว่า ในขณะที่สภาพคล่องในตลาดทั่วโลกมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะยิ่งทำให้เงินร้อนไหลเข้าสู่ประเทศมากขึ้น โดยปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภท 1 ปีของจีนยืนอยู่ที่ระดับ 3.25% ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และนับตั้งแต่จีนดำเนินการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนครั้งล่าสุด กระแสเงินร้อนก็ไหลบ่าเข้าสู่จีนเพื่อหวังเก็งกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและการแข็งค่าของเงินหยวน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในปีนี้ แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป โดยนายเหลียน ปิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ ออฟ คอมมูนิเคชั่นส์ กล่าวว่า วงจรการขึ้นดอกเบี้ยของจีนซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้วนั้น กำลังจะถึงจุดสิ้นสุด โดยมีความเป็นไปได้ว่าจีนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งในอนาคตอันใกล้นี้
ด้านนายหยิน เจียนเฟิง นักวิจัยจากสถาบันสังคมศาสตร์ของจีนกล่าวว่า การใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินครั้งล่าสุดของจีนมีเป้าหมายที่จะควบคุมเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งมุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับที่นายโจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนกล่าวนอกรอบการประชุม Boao Forum for Asia ที่มณทลเหอหนานว่า "จีนจะยังคงใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินต่อไปอีกระยะหนึ่ง"
สภาแห่งรัฐหรือคณะรัฐมนตรีจีนเปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้วว่า จีนจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบระมัดระวัง และทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีเสถียรภาพ รวมทั้งจะไม่ผ่อนคลายการควบคุมตลาดอสังหาริมทรัพย์
แถลงการณ์ของครม.จีนระบุว่า การรักษาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้มีเสถียรภาพเป็นเป้าหมายหลักของการควบคุมเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลและถือเป็นภารกิจเร่งด่วน นอกจากนี้ จีนจะใช้เครื่องมือที่หลากหลาย รวมถึงการดำเนินการในตลาดเปิด การกำหนดเพดานสำรองเงินฝาก และการปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาด
นอกเหนือจากดัชนี CPI ที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแล้ว ยอดการปล่อยเงินกู้ที่สูงเกินคาดในเดือนมี.ค.ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จีนใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ของจีนปล่อยเงินกู้ทั้งสิ้น 6.794 แสนล้านหยวน (1.0398 แสนล้านดอลลาร์) ในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นจากระดับ 5.356 แสนล้านหยวนในเดือนก.พ. ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 6.00 แสนล้านหยวน แม้ธนาคารกลางจีนได้ปรับเพิ่มเพดาน RRR แล้ว 3 ครั้ง และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก็ตาม
ขณะที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 ซึ่งเป็นมาตรวัดกระแสเงินสดหมุนเวียนและเงินฝากทุกประเภทของจีน พุ่งขึ้น 16.6% แตะที่ 75.81 ล้านล้านหยวนในช่วงไตรมาสแรกปี 2554 ซึ่งสูงกว่าเพดานเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่กำหนดไว้ว่าควรขยายตัวไม่เกิน 16% สำหรับปี 2554 สำนักข่าวซินหัวรายงาน