นายซู เลียนซง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นดัชนีวัดเงินเฟ้อหลัก จะปรับตัวขึ้นประมาณ 4.9-5.1% ในไตรมาสสองปีนี้ และคาดว่าดัชนี CPI ในช่วงครึ่งปีแรกจะขยายตัว 5% ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง
นายซูคาดว่า จีนจะยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นสาเหตุให้ราคาอาหาร สินค้าโภคภัณฑ์ และการบริการ ปรับตัวสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ การที่รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคารับซื้อธัญพืชในปีนี้ ก็ยิ่งทำให้ราคาเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสด ปรับบตัวสูงขึ้นอีก
นอกจากนี้ นายซูกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านแรงงานและการผลิต รวมถึงปุ๋ย เชื้อเพลิงดีเซล และเมล็ดพันธุ์พืช จะส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นด้วย และอาจทำให้รัฐบาลประสบความยากลำบากที่จะรักษาดัชนี CPI ให้เคลื่อนไหวที่ระดับ 4% ในปีนี้
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ดัชนี CPI เดือนมี.ค.ของจีน พุ่งขึ้น 5.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นระดับสุงสุดในรอบ 32 เดือน และสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ระดับ 4% ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางจีนตัดสินใจใช้มาตรการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการประกาศเพิ่มเพดานกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีก 0.50% เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มเพดานกันสำรองเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว 2 ครั้งในปีนี้
นางอู๋ เสี่ยวเหลียน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า จีนจะยังคงดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบ ขณะเดียวกันก็จะพยายามปรับอัตราเงินเฟ้อปี 2554 ให้ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4%
"อัตราเงินเฟ้อเดือนมี.ค.ของจีนปรับตัวขึ้นเนื่องจากปัจจัยที่ซับซ้อนทั้งภายในและต่างประเทศ จนถึงขณะนี้เรายังไม่พบว่าปัจจัยดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางจีนพิจารณาการปรับเพิ่มเพดานกันสำรองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีกในอนาคต" นางอู๋กล่าว