"พิพัฒน์" ชูแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าแบบ Single Ownership ให้รฟม.บริหารทั้งหมด หนุนค่าโดยสาร 40 บาท

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday January 6, 2026 09:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงนโยบายกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนบัตรโดยสารเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวันว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) รวมทั้งให้รับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง แต่เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อนทำให้เรื่องยังค้างอยู่

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลดค่าเดินทาง เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่จะทำต่อเนื่องทันที หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง โดยจะเสนอเรื่อง Single Ownership และหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เข้าครม.ให้ได้ภายใน 3 เดือน ส่วนการซื้อคืนจะเกิดขึ้นได้ใน 6 เดือน-1 ปี โดยเป็นการดำเนินนโยบายลดค่าเดินทาง ที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุน ต่างจากรถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐต้องอุดหนุนปีละ 20,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน มีตั๋วร่วมหรือบัตรร่วมแล้ว คือ บัตร EMV และดำเนินการค่าโดยสารร่วม กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงได้ก่อน เพราะ เป็นโครงการของรัฐ ส่วนโครงการรถไฟฟ้าที่เหลือ เป็นการให้สัญญาสัมปทานเอกชน ดังนั้นจะต้องหาวิธีการซื้อคืนกลับมาให้ รฟม. ภายใต้ Single Ownership

โดยไม่ใช้งบประมาณ ซึ่ง มี 2 วิธี คือ

1. ตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ TFF เพื่อระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ โดยต้องมั่นใจว่า จะมีผลตอบแทนสามารถเงินปันผลให้ผู้ที่ซื้อหุ้นได้

2. ให้สัมปทานเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนนำไปกู้เงินมาเพื่อเป็นค่าซื้อคืนสัมปทานนั้น ซึ่งรัฐไม่ต้องเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่ทำให้เป็นหนี้สาธารณะของประเทศ

ส่วนอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เบื้องต้นกำหนดอัตราที่ไม่เกิน 40 บาทตลอดทั้งวัน โดยจะมีการกำหนดแบ่งพื้นที่ หรือ จัดโซนนิ่งการใช้บริการในราคาไม่เกิน 40 บาทต่อวัน โดยกระทรวงคมนาคม รฟม.และกระทรววงการคลัง ศึกษาร่วมกัน ในเรื่องอัตราค่าโดยสารร่วมต่อวัน และการแบ่งโซนนิ่งที่เหมาะสม

ส่วนกรณี บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) บริษัทในกลุ่มบมจ.บีทีเอสกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ (BTS) ซึ่งสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะหมดสัญญาในปี 2572 ซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่ปีนั้น หากมีการซื้อคืนก็ต้องดูมูลค่าที่เหลือ และนำจำนวนผู้โดยสารและรายได้มาประเมินด้วย เพื่อให้การเจรจามีความเป็นธรรม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากทำตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมสมบูรณ์ ต่อไปคือ ระบบรถเมล์ ซึ่งเป็นฟีดเดอร์หรือระบบขนส่งย่อยที่เชื่อมชุมชนที่อยู่อาศัยต่างๆ ไปยังรถไฟฟ้า ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับปรุงเส้นทางรถเมล์ใหม่ หรือปรับแผนปฎิรูปเส้นทางรถเมล์อีกครั้ง เพื่อให้มีความเหมาะสมมากขึ้น โดยขณะนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างดำเนินการเช่ารถโดยสารปรับอากาศไฟฟ้า (รถเมล์EV) จำนวน 1,520 คัน เมื่อจัดหารถโดยสารใหม่เข้ามาครบถ้วนแล้ว จะนำระบบตั๋วร่วมไปใช้และใช้โครงสร้างค่าโดยสารร่วมของระบบขนส่งสาธารณะได้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ