ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงวันที่ 12-16 ม.ค.69 ไว้ที่ระดับ 31.10-31.80 บาท/ดอลลาร์ โดยศูนยืวิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดขายบ้านมือสอง การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ยอดขายบ้านใหม่เดือนก.ย.-ต.ค. ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคานำเข้า/ส่งออกและยอดค้าปลีกเดือนพ.ย. ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตลอดจนรายงาน Beige Book ของเฟด และผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กและฟิลาเดลเฟียเดือน ม.ค. นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขการส่งออกเดือน ธ.ค.ของจีนด้วยเช่นกัน
โดยเงินบาทปิดสัปดาห์แรกของปี 2569 ที่ระดับแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งได้รับอานิสงส์จากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและเริ่มทยอยอ่อนค่าลงในช่วงระหว่างสัปดาห์ สอดคล้องกับการย่อตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ทยอยฟื้นตัวกลับมา หลังดัชนี ISM ภาคบริการของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาด (ดัชนีISM ภาคบริการเพิ่มขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 54.4 เดือน ธ.ค.68 สูงกว่าตลาดคาดที่ 52.2 และสูงกว่า 52.6 ในเดือน พ.ย.)
อย่างไรก็ตาม เงินบาทฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากตลาดรอติดตามตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ และคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในเรื่องภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.69 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 31.44 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับระดับ 31.55 บาท/ดอลลาร์ ในวันอังคารก่อนหน้า (30 ธ.ค.68) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 5-9 ม.ค.69 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 4,806 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 6,657 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 7,417 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 760 ล้านบาท)