นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวในงาน "ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?" ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) หัวข้อ หากพรรคการเมืองของท่านได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล คิดว่านโยบายตลาดทุนเรื่องใดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ว่า การที่เศรษฐกิจดี อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญอีก คือ การสร้างความเชื่อมั่น การสินค้าที่มีคุณภาพในตลาด และกฎกติกาต้องโปร่งใส เป็นธรรม
โดยปัจจุบัน เห็นว่าตลาดทุนไทยกำลังเผชิญปัญหาหนักในเรื่องความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกรณีการทุจริต และพฤติกรรมเอาเปรียบนักลงทุน ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ประเภทแรก การฉ้อโกงทางบัญชี และการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม ดังที่เห็นในกรณีของหุ้น MORE และ STARK ประเภทที่ 2 คือการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มทุนเทา ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง ผู้เกี่ยวข้องหลักคือบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ เนื่องจากการซื้อขายต้องผ่านโบรกเกอร์ก่อน
" ด่านแรก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหน้าที่ของโบรกเกอร์ที่จะต้องตรวจสอบ ส่วนที่สอง คือตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะผู้ที่คอยติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย แต่ที่ผมผิดหวังที่สุด คือ การทำงานของ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งถ้าจะเอาความน่าเชื่อถือกลับมา เราต้องเอาจริงกับเรื่องนี้" รองหัวหน้า ปชป.ระบุนายกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพลักษณ์องค์กรมีความสำคัญ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ และมีความสำคัญมากกว่าตัวบุคคล ต้องยอมรับว่าในสังคมไทย ถ้าขุดลงไปในประเด็นปัญหาหุ้น การฟอกเงิน จะเห็นว่าผู้กระทำผิดล้วนแล้วแต่เป็นคนรู้จัก หรือคนคุ้นเคยในสังคม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีการลงดาบผู้กระทำผิด เพราะมีความเกรงใจกันมากเกินไป
"ผมยังข้องใจ วันนี้กรรมการ ตลท. ที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวโยงกับทุนเทาที่มีการฟอกเงิน ยังดำรงตำแหน่งได้...ในกรณีของ ประธาน ก.ล.ต. กับการลงนาม MOU อัปยศ ซึ่ง DSI ยังมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ทำไมถึงไม่มีการเอาจริง และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ขององค์กร เพื่อที่เรียกคืนศรัทธา และความน่าเชื่อถือให้กลับคืนมาสู่ตลาดหลักทรัพย์" นายกรณ ระบุสำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าวแน่นอน อย่างอำนาจหน้าที่ของ ก.ล.ต. ที่มองว่าปัจจุบันไม่มีอำนาจเพียงพอในการดำเนินคดีต่าง ๆ พรรคฯ ก็พร้อมจะแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ทันที พร้อมเสนอให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีอำนาจยึดอายัดทรัพย์สินได้ โดยไม่ต้องรอหมายศาล ในกรณีที่ไม่สามารถพิสูจน์ผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริงได้ และเสนอให้การซื้อขายสินทรัพย์มูลค่าสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ไม่สามารถใช้เงินสดได้ ทั้งนี้ เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ ตลาดที่ดีต้องมีสินค้าที่ดี ซึ่งภาครัฐสามารถทำได้โดยการเปิดเสรีให้มีการแข่งขัน และมีความเป็นธรรม ซึ่งจะหนุนให้เกิดการลงทุนโดยบริษัทใหม่ ๆ ที่จะเป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนได้ และสุดท้าย คือ กติกาที่ต้องเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งกติกาการซื้อขายหุ้นในวงการตลาดหลักทรัพย์ ยังมีข้อกังวลเรื่อง HFT และการยืมหุ้น (Short Sell) ที่ต้องมีความเป็นธรรม ไม่ให้เหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย
"ถ้าเราทำทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ คือสร้างความเชื่อมั่น สินค้าดี และกติกาเป็นธรรม ตลาดทุนไทยถึงจะมีโอกาสฟื้นตัวอย่างแท้จริง" นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย