ในโลกที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้มากแค่ไหน แต่คือ จะส่งไฟฟ้าสะอาดนั้นไปได้ไกลแค่ไหน
อาเซียน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งพลังน้ำมหาศาลในลาว พลังงานแสงอาทิตย์ในอินโดนีเซีย ลมแรงในเวียดนาม และศูนย์กลางการบริโภคพลังงานในไทย-สิงคโปร์ กำลังวางเดิมพันครั้งใหญ่กับโครงการที่ชื่อว่า ASEAN Power Grid (APG)
เป้าหมายไม่ใช่เพียงเชื่อมสายส่งไฟฟ้า แต่คือการสร้าง "ระบบไฟฟ้าร่วม" ของภูมิภาค ที่สามารถซื้อขายพลังงานสะอาดข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง
ASEAN Power Grid ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1997 ทว่าเริ่มมีความสำคัญในทศวรรษนี้ เมื่อหลายประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นเรื่องบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
แต่ปัญหาของพลังงานหมุนเวียนคือมัน ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ
ในขณะที่บางประเทศมีทรัพยากรเกินพอ และบางประเทศแทบไม่มีพื้นที่ผลิตไฟฟ้าเลย เช่น ลาวมีไฟฟ้าพลังน้ำ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มี Geothermal มาก เวียดนามเป็นจุดฮอตสปอตของพลังลม แต่สิงคโปร์แทบไม่มีพื้นที่ผลิตไฟฟ้าเอง
"ตลาดไฟฟ้าร่วม" จึงเป็นคำตอบที่มีเหตุผลที่สุด ทั้งทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงพลังงาน
หากมองแผนที่ภูมิศาสตร์จะเห็นชาติหนึ่งที่ปรากฎเด่นอยู่ตรงกลาง นั่นคือ ประเทศไทย
ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่สามารถเชื่อมสายส่งไฟฟ้ากับลาว เมียนมา กัมพูชา และมาเลเซียได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ถูกวางบทบาทสำคัญว่าเป็น "Hub" ของกริดพลังงานอาเซียน และเป็นพื้นที่จำเป็นของการส่งไฟฟ้าข้ามประเทศ เช่น โครงการ Lao PDR-Thailand-Malaysia-Singapore Power Integration Project (LTMS-PIP) ที่สิงคโปร์ซื้อไฟฟ้าจากลาว โดยส่งผ่านสายไฟฟ้าของไทย และมาเลเซีย
นี่คือครั้งแรกที่อาเซียนสามารถ "ซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง 4 ประเทศ" ได้จริง
ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ APG ไม่ใช่แค่ความฝันเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่กลายเป็น "ระบบที่เริ่มทำงานแล้ว"
โครงการนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ใน 3 ด้าน
1) ความมั่นคงทางพลังงานระดับภูมิภาค
เมื่อประเทศหนึ่งผลิตไฟฟ้าสะอาดได้มากในฤดูกาลหนึ่ง และอีกประเทศขาดแคลน ระบบสายส่งไฟฟ้าร่วมจะช่วยส่งไฟฟ้าจากประเทศที่ผลิตมากไปยังพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดความเสี่ยงไฟฟ้าไม่พอใช้ และลดภาระการสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลใหม่
2) ราคาพลังงานที่แข่งขันได้มากกว่าเดิม
ไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว หรือพลังงานลมจากเวียดนาม มีต้นทุนที่ต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซในไทยหรือสิงคโปร์ การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนจึงช่วยลดต้นทุนระบบโดยรวมของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานหมุนเวียนก็สามารถพัฒนาตัวเองเป็น ผู้ส่งออกไฟฟ้าสะอาด ได้อย่างเต็มตัว
3) เปิดประตูให้ตลาด RECs ข้ามพรมแดน
ในโลกพลังงานใหม่ มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือคุณค่าเชิงสิ่งแวดล้อม เมื่อสายส่งไฟฟ้าถูกเชื่อมระหว่างประเทศ ไฟฟ้าสะอาดและเอกสารรับรองการใช้พลังงานสะอาด เช่น Renewable Energy Certificates (RECs) ก็สามารถดำเนินการข้ามพรมแดนไปพร้อมกันได้ นี่จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องการลดคาร์บอนให้ได้ตามมาตรฐานสากล และแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
โครงการนี้ยังต้องเผชิญความท้าทายหนักหลายด้าน อาทิ กฎหมายพลังงานของแต่ละประเทศยังต่างกันมาก การกำหนดค่า Wheeling Charge หรือค่าส่งไฟผ่านสายส่งไฟฟ้ายังไม่มีมาตรฐานกลาง โครงข่ายไฟฟ้าภายในบางประเทศยังต้องลงทุนเพิ่มเติม ความกังวลเรื่องความมั่นคงทางพลังงานยังมีอยู่ในหลายรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ เงินลงทุนมหาศาล ในการสร้างสายส่งไฟฟ้าทั้งบนบกและใต้ทะเล
อาเซียนจึงต้องการทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และกรอบความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะทำให้ระบบไฟฟ้าร่วมกลายเป็นจริงในระดับภูมิภาค
หากมองลึกกว่าเรื่องพลังงาน โครงการนี้มีความหมายมากกว่านั้น มันกำลังสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV และแบตเตอรี่ อุตสาหกรรมไฮโดรเจน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล รวมไปถึง Supply Chain ของสินค้าคาร์บอนต่ำที่เชื่อมโยงทั้งเอเชีย
ในอีกด้าน APG ยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของภูมิภาค เพราะช่วยให้ประเทศที่ผลิตพลังงานสะอาดได้มากส่งต่อไปยังประเทศที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญภายใต้กรอบ Article 6 ของ Paris Agreement ในอนาคต
ASEAN Power Grid คือหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่ "ใหญ่ที่สุด" ของอาเซียนในรอบหลายทศวรรษ
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้า การลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ