CAAT ชี้น่านฟ้าไทยปี 68 คึกคักผู้โดยสารฟื้น-คาร์โก้โต จีนแผ่วแต่โอเชียเนีย-เอเชียกลางหนุน

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday January 22, 2026 18:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

CAAT ชี้น่านฟ้าไทยปี 68 คึกคักผู้โดยสารฟื้น-คาร์โก้โต จีนแผ่วแต่โอเชียเนีย-เอเชียกลางหนุน

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์การบินของประเทศไทยในปี 68 ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่มีต่ออุตสาหกรรมการบินโลก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดด้านห้วงอากาศจากความขัดแย้งในหลายพื้นที่ อาทิ ปากีสถาน-อินเดีย อิสราเอล-อิหร่าน รวมถึงรัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม การบินของประเทศไทยในปี 68 ยังคงสะท้อนความสามารถการปรับตัวและความยืดหยุ่นของระบบการบิน โดย CAAT ได้ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ ได้แก่ ปี 62 (ก่อนวิกฤตโควิด-19) ปี 67 (ช่วงฟื้นตัว) และปี 68 (ปัจจุบัน) พบว่าอุตสาหกรรมการบินของไทยยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

CAAT ชี้น่านฟ้าไทยปี 68 คึกคักผู้โดยสารฟื้น-คาร์โก้โต จีนแผ่วแต่โอเชียเนีย-เอเชียกลางหนุน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้โดยสารรวมทุกสนามบินทั่วประเทศ พบว่าจำนวนผู้โดยสารในช่วงต่าง ๆ มีดังนี้

ปี 62 มีผู้โดยสารรวม 161.81 ล้านคน เป็นผู้โดยสารในประเทศ 73 ล้านคน ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 88 ล้านคน

ปี 67 มีผู้โดยสารรวม 140.60 ล้านคน เป็นผู้โดยสารในประเทศ 63 ล้านคน ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 77 ล้านคน

ปี 68 มีผู้โดยสารรวม 145.10 ล้านคน เป็นผู้โดยสารในประเทศ 67 ล้านคน ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 78 ล้านคน

จำนวนผู้โดยสารทั้งหมดในปี 68 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 4.9 ล้านคน หรือเติบโต 3.54% แม้จำนวนผู้โดยสารจากจีนลดลงอย่างมาก ทำให้ภาพรวมผู้โดยสารยังไม่กลับไปเท่ากับปี 62 ก่อนโควิด-19 แต่การเติบโตของตลาดใหม่ในเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกล (Long-haul) ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มรายได้และโครงสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทย

พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า ตัวเลขผู้โดยสารและการขยายเส้นทางบินในปี 68 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้โดยสารและสายการบินต่อระบบการบินของไทย ซึ่ง CAAT จะเดินหน้ากำกับดูแลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพการให้บริการในทุกมิติ

นอกจากนี้ ปี 68 ยังนับเป็นปีแห่งการขยายโครงข่ายการบิน (Network Expansion) อย่างชัดเจน โดยมีการเปิดเส้นทางสู่จุดบินใหม่ (New Destinations) ที่เติบโตสูง ได้แก่

1. ตลาดโอเชียเนีย โดยเฉพาะออสเตรเลีย มียอดผู้โดยสารสูงถึง 1.77 ล้านคน สูงกว่าทั้งปี 62 และ 67 อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมการเปิดเส้นทางบินตรงสู่จุดบินใหม่ที่เชื่อมไทยเข้ากับประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก

2. เอเชียกลาง กลายเป็นตลาดดาวรุ่ง โดยคาซัคสถานมียอดผู้โดยสารมากกว่า 320,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 330% จากปี 62 ที่มีจำนวนราว 74,000 คน ส่งผลให้สนามบินท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและกระบี่มีความคึกคักตลอดทั้งปี

3. อินเดียและรัสเซีย ยังคงเป็นฐานตลาดสำคัญ โดยตลาดอินเดียได้ขยายตัวสู่จุดบินใหม่ในเมืองรอง ทำให้มียอดผู้โดยสารรวม 5.95 ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนโควิด(ปี 62 ผู้โดยสารอยู่ที่ 4.85 ล้านคน) ขณะที่รัสเซียมีผู้โดยสารสะสม 4.22 ล้านคน

แม้จำนวนเที่ยวบินในปี 68 จะอยู่ที่ประมาณ 935,000 เที่ยวบิน ต่ำกว่าปี 62 ที่มีมากกว่า 1 ล้านเที่ยวบิน แต่สัดส่วนผู้โดยสารต่อเที่ยวบินกลับเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ในส่วนของสายการบินไทย พบว่ายังมีอากาศยานให้บริการเพียง 238 ลำ คิดเป็น 86% ของปี 62 ที่มี 276 ลำ แต่ก็สามารถรองรับผู้โดยสารในประเทศได้ถึง 92% เมื่อเทียบกับปี 62

ขณะเดียวกัน สนามบินภูมิภาคมีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสนามบินสมุยมียอดผู้โดยสารปี 68 สูงถึง 3.02 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24% จากปี 62 ส่วนสนามบินกระบี่มีผู้โดยสาร 3.07 ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนโควิด สะท้อนการกระจายตัวของโครงข่ายการบินสู่ภูมิภาคมากขึ้น

ในด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ ปริมาณการขนส่งรวม 1.65 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 1.52 ล้านตัน และสูงกว่าระดับก่อนโควิดที่มี 1.48 ล้านตัน โดย CAAT ระบุว่ายังมีโอกาสพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo) ได้อีก ซึ่ง CAAT และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

สำหรับแนวโน้มในปี 69 CAAT ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินของไทยจะให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยสายการบินไทยเตรียมเข้าสู่การปฏิบัติตามมาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International) ของ ICAO ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก และเริ่มใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับการขนส่งทางอากาศให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่ง CAAT และสายการบินจะร่วมกันประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลช่วงปลายปี 68 และต้นปี 69 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว พบว่าปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารจากจีนกลับมาอยู่ในระดับประมาณ 75% ของช่วงก่อนโควิด ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวในระยะถัดไป โดย CAAT จะยังคงบริหารจัดการและกำกับดูแลระบบการบินของไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ