นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ ในการหารือร่วมกับคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคฯ จึงมีความพร้อมในการสร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย
สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคฯ ตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ "คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)" สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ "aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI" ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ
ในระยะ 1 ปีแรก พรรคฯ จะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ
สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท
สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของรัฐบาลประชาชน การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่
1.ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI
2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ
3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็น งบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว
"พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน" นายณัฐพงษ์ กล่าวขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ส.อ.ท.อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต