6 พรรคการเมือง ชู "ความปลอดภัย" ประเด็นใหญ่ของท่องเที่ยวไทยที่ต้องเร่งจัดการ

ข่าวท่องเที่ยว Tuesday January 27, 2026 19:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ร่วมกับ "เพจอีจัน" จัดเสวนาประชันวิสัยทัศน์ ในหัวข้อ "วัดกึ๋นพรรคการเมือง: กู้ท่องเที่ยวไทย ฝ่าวิกฤตรอบด้าน" โดยมีตัวแทนจาก 6 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์, พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, พรรคไทยก้าวใหม่ และพรรคเศรษฐกิจ ร่วมให้มุมมอง และนำเสนอนโยบายด้านการท่องเที่ยวไทย

  • พรรคประชาธิปัตย์

นายวีระพงษ์ ประภา จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดว่า การท่องเที่ยว คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤตทั้งทุนเทา การแข่งขันจากเพื่อนบ้าน และความเชื่อมั่นที่ลดลง พรรคจึงตั้งเป้าหมาย 4 ด้าน คือ เร่งสกัดทุนเทาและสแกมเมอร์ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น, ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย, ขยายฐานนักท่องเที่ยว ทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น Medical Tourism

โดยพรรคจะใช้กลยุทธ์ผ่าน 3 นโยบาย คือ "สู้ กระตุ้น สร้าง" 1. สู้กับทุนเทาและธุรกิจนอมินี ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง, เปิดแพลตฟอร์มให้ประชาชนแจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน 2. กระตุ้นรายได้ การจับจ่ายใช้สอย การลงทุน 3. สร้างแอปพลิเคชัน "TagThai" ซึ่งเป็น OTA ของไทยเพื่อสู้กับต่างชาติ และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเมือง การเดินทางให้มีประสิทธิภาพ

สำหรับปัญหาใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวไทย มองว่า ปัญหาที่รุนแรงที่สุดคือ ทุนเทาและธุรกิจนอมินี ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพนอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายด้วย แนวทางแก้ไข คือการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจน และรัดกุม จัดการกับข้าราชการที่ละเลยหน้าที่ โดยภาครัฐต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น และเร่งแก้ปัญหาทุนเทา

นอกจากนี้ ต้องใช้เทคโนโลยี AI และแอปพลิเคชัน "TagThai" มาจัดการเรื่องความปลอดภัย ให้นักท่องเที่ยวแจ้งเหตุฉุกเฉินได้จริง และจบเคสได้ รวมถึงต้องทำให้ OTA ของไทยสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเมืองน่าเที่ยว เพื่อพัฒนาเอกลักษณ์ท้องถิ่น และลงทุนเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว

  • พรรคกล้าธรรม

นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน จากพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายด้านการท่องเที่ยวว่า พรรคมุ่งเน้นการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากปัจจุบัน รายได้กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลักเท่านั้น โดยนโยบายหลัก คือ การผลักดันให้นักท่องเที่ยวขยับไปสู่เมืองรองและเขตประวัติศาสตร์ พร้อมกับเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวผ่านตลาด Premium และ Luxury Market นอกจากนี้ ยังมี Green Tourism และ Wellness โดยต้องมีการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ให้เดินทางระหว่างจังหวัดได้ง่ายขึ้นเหมือนในยุโรป และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยที่จับต้องได้จริง

สำหรับปัญหาใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวไทย คือ ปัญหาโครงสร้างที่ดูแลภาคการท่องเที่ยวมีความสับสน มีหลายหน่วยงาน ซึ่งต้องแก้ไขวิธีการทำงาน นอกจากนี้ ไทยยังขายของไม่ตรงจุด ประชาสัมพันธ์ความสวยงาม แต่นักท่องเที่ยวลึก ๆ ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาปากท้องและรายได้ที่กระจายไม่ถึงมือประชาชน เพราะถึงแม้ว่าจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวจะดูดี แต่คนไม่ใช้จ่าย

ดังนั้น แนวทางแก้ไข คือ ต้องปรับรูปแบบการทำงานใหม่ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, สร้างความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริง ให้นักท่องเที่ยว ผ่านการสื่อสารจากคนในพื้นที่ และเปลี่ยน KPI จากจำนวนคนเป็นการสร้างรายได้ทุกช่วงเวลา เช่น การทำ Walking Tour ช่วงกลางคืนในวัดหรือพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการใช้ Tourism Tech เพื่อติดตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมาวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลแต่อยู่ในมือของ OTA ต่างประเทศ

  • พรรคประชาชน

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร จากพรรคประชาชน กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายด้านการท่องเที่ยวว่า พรรคฯ ได้เสนอการเปลี่ยนผ่านจากยุคการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปสู่ "ยุคการจัดการการท่องเที่ยว" ผ่านนโยบาย 3 ก. ได้แก่ 1. กำจัดทุนเทาและนอมินี โดยใช้ Data Bureau และแก้กฎหมาย ใบอนุญาตต่าง ๆ 2. กระจายรายได้สู่เมืองรอง ด้วยงบสนับสนุน 200 ล้านบาทต่อเมืองทุก 4 เดือน และจัด Local Festival สร้างดีมานด์ระยะยาว 3. กระจายอำนาจ โดยให้ ททท. เป็นพี่เลี้ยง แต่ให้ท้องถิ่นเป็นคนบริหารงบประมาณและโปรโมทพื้นที่ของตนเอง

ส่วนปัญหาใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวไทย มองว่า ในส่วนของปัญหาเฉพาะหน้าคือ ความเชื่อมั่นซึ่งเกิดจากความไม่ปลอดภัย ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ การที่รัฐไม่จัดการการท่องเที่ยว และปล่อยให้เงินรั่วไหลออกสู่ต่างชาติ

สำหรับแนวทางแก้ไข คือการสร้าง Supply Side ที่แข็งแรงผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ด้วยงบ 6 แสนล้านบาท ใน 8 ปี สร้างเมกะโปรเจกต์ เพื่อให้คนเข้าถึงเมืองรองได้จริง พร้อมสร้าง Man-made Destination และส่งเสริม Content Creator ท้องถิ่น นอกจากนี้ ต้องลดอำนาจ ททท. ให้ทำหน้าที่เฉพาะด้าน Demand และให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ เช่น การทำระบบ Tax Refund ผ่านแอปพลิเคชัน

  • พรรคเพื่อไทย

นายสุรเกียรติ เทียนทอง จากพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายด้านการท่องเที่ยวว่า พรรคตั้งเป้ายกระดับไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงผ่าน 3 จุดโฟกัส คือ 1. ยกระดับไทยให้เป็น World Class Destination ดึงอีเวนต์ระดับโลกมาจัดในไทย 2. ผลักดันไทยเป็น Medical Hub และ Health and Beauty โดยเฉพาะด้านศัลยกรรมและการผ่าตัดแปลงเพศ และ 3. ทำให้ไทยเป็น Destination ของกลุ่ม LGBTQ+ และการแต่งงาน

ในส่วนของปัญหาใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวไทย มองว่า ปัญหาประกอบด้วยหลายส่วนที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกันคือ การพัฒนาเมืองรองที่มีศักยภาพ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวหลักใน 10 ปี, การสร้างสมดุล Demand การตลาด และการสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน โดยแนวทางแก้ไขคือการโฟกัสเมืองรองที่ติดกับเมืองหลัก เพื่อแก้ปัญหา Over Tourism โดยทำงานร่วมกับเอกชนจัดทำ Yearly Calendar ล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุน

ส่วนด้าน OTA รัฐควรสนับสนุนแพลตฟอร์มสัญชาติไทย สำหรับตลาดไทยเที่ยวไทย เพื่อให้เงินหมุนเวียนในประเทศ และสร้าง Digital Government เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวง เพื่อจัดการปัญหานอมินีและทุนเทาอย่างเป็นระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้การท่องเที่ยว

  • พรรคไทยก้าวใหม่

นายรัชต์เชียร ทิพธนากิตติพร จากพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายด้านการท่องเที่ยว ว่า พรรคใช้การท่องเที่ยวเป็นเรือธงโดยเน้นการสร้าง World Class Destination ผ่าน Experience Tourism, Wellness และ Sport Tourism เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพสูงและนักลงทุนต่าง ๆ

โดยนโยบายหลัก คือการดึง Global Event และจัด Expo ขนาดใหญ่ มาจัดในไทยเพื่อเป็น Entertainment Hub โดยจะเกิดขึ้นได้ภาครัฐต้องซัพพอร์ตผ่านระบบ Single License และ One Stop Service เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาร่วมลงทุน

สำหรับปัญหาใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวไทย มองว่า ปัญหาที่รุนแรงที่สุดคือ การไม่พัฒนา Supply Side หรือการขาดโปรแกรมการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว ทำให้เกิดการกระจุกตัว และลงเอยด้วยการตัดราคากันเอง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอก ในเรื่องความเชื่อมั่นจากภัยพิบัติและข่าวด้านลบ ส่งผลกระทบในเรื่องความเชื่อมั่น

ดังนั้น ต้องมีแนวทางแก้ไข คือต้องมีหน่วยงานแม่งานที่เป็น Center บูรณาการการสั่งการและแก้ข่าวออนไลน์ทันที และสร้าง One Stop Service ให้มีความเป็นมิตรกับนักลงทุน รวมถึงการหารือร่วมทุกภาคส่วนเพื่อสร้าง Attraction ใหม่ ๆ และขยายรูทการท่องเที่ยว เช่น การเชื่อมจากพัทยาสู่สัตหีบ แต่ก็ต้องพัฒนาที่พัก ร้านอาหาร ในพื้นที่เมืองรอง ให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวด้วย เป็นต้น

  • พรรคเศรษฐกิจ

นายคริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงจุดยืนและนโยบายด้านการท่องเที่ยวว่า บทบาทหลักของรัฐ คือ การปราบมาเฟียและจีนเทา โดยเสนอนโยบายสำคัญ คือการยกเลิก Free Visa และกลับไปใช้ Visa on Arrival (VoA) เพื่อดึงดูดเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ดีเข้ามาใช้จ่ายและทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโต

การยกเลิก Free Visa เพื่อให้ตำรวจตรวคนเข้าเมือง ( ตม.) มีสิทธิ์คัดกรองประวัติอาชญากรรม ตรวจสอบตั๋วกลับ และเงินติดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยจาก "สวรรค์บนดิน" กลายเป็น "ถังขยะของโลก"

"นโยบาย Free Visa คือใครจะเข้ามาก็ได้ โจรก็มา ทุนเทาก็มา ถ้ายังทำแบบนี้อยู่ จะไม่มีนักท่องเที่ยวดี ๆ เข้ามา" นายคริส กล่าว

ในส่วนของปัญหาใหญ่ที่สุดของการท่องเที่ยวไทย มองว่า คือ เจ้าหน้าที่คอร์รัปชัน ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ เจ้าหน้าที่มักเรียกรับผลประโยชน์หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น แนวทางแก้ไขคือการเสนอกฎหมาย "ทุจริตเท่ากับประหาร" เพื่อจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับเงิน ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ต้องแก้ไข พ.ร.บ.โรงแรม เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นช่องทางในการไถเงินผู้ประกอบการ

พร้อมเสนอให้นำโมเดลจากเกาหลีมาใช้ เช่น การให้ Fast Lane VIP สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองผ่านเอเยนต์ไทยที่ถูกกฎหมาย เพื่อให้รัฐควบคุมและดูแลความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง

"ภาคท่องเที่ยว จะไม่สามารถไปต่อได้ ถ้าไม่กลับมาดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ปัจจุบัน ประเทศไทยเข้มกับคนทำมาหากิน อ่อนกับแรงงานต่างด้าว ซึ่งยืนยันว่า พรรคจะแก้ปัญหา ช่วยเหลือ และอยู่ข้างคนทำมาหากินแน่นอน" นายคริส กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ