นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยในงานสัมมนา "ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้" ว่า ในโลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนและความขัดแย้งกระจายตัว จึงเปรียบได้ว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุค "Extreme polarization" ซึ่งประเทศไทยต้องปรับตัวและวางจุดยุทธศาสตร์ในเชิงรุก
สำหรับความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นางศุภจี เปิดเผยว่า เรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นั้น มีการตกลงเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 68 โดยกำหนดใช้ภาษีตอบแทน (Reciprocal Tariff) ในอัตรา 19% สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 68 เป็นต้นมา อัตรานี้ทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราอยู่ที่ 19-20% ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 10% ของ GDP ประเทศ หากการเจรจาไม่สำเร็จย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตัวเลขการส่งออก
อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงเรื่องอัตราภาษี 19% แต่ปัจจุบันยังไม่มีการลงนามตกลงอย่างเป็นทางการในรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากยังมีประเด็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอีกจำนวนมาก เช่น มาตรฐาน อย., มาตรฐานการนำเข้า และข้อเรียกร้องด้านการลงทุนที่ต้องการให้บริษัทสหรัฐฯ สามารถเข้ามาลงทุนได้ 100% ซึ่งติดขัดข้อกฎหมาย Foreign Business Act ของไทย
นางศุภจี เน้นว่า ไทยไม่ควรรีบคุยจนละเลยสิทธิประโยชน์สูงสุดของผู้ประกอบการและประเทศ โดยยกตัวอย่างจากประเทศเกาหลีใต้ที่เจรจาจนได้อัตรา 15% แต่เมื่อติดปัญหาเรื่องการลงทุนและนโยบายดิจิทัลที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของสหรัฐฯ ทำให้อัตราภาษีถูกปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 25%
ในส่วนของแนวทางการเจรจา ทีมเทคนิคของไทยกำลังดำเนินการอยู่ โดยส่งข้อมูลเฉพาะส่วนที่พิจารณาแล้วว่าไทยสามารถทำได้ และไม่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ ปัจจุบันไทยยังคงได้สิทธิประโยชน์จากอัตราภาษี 19% อยู่ ซึ่งมองว่าการไม่รีบเซ็นสัญญาอาจเป็นผลดีต่อไทยมากกว่า เพราะฝ่ายที่เสียประโยชน์จากการล่าช้าคือผู้ที่ต้องการสิทธิประโยชน์จากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเหล่านั้น
"ทีมเทคนิคอยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งเขายังไม่มีท่าทีอะไรตอบกลับมา อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไทยควรทำ คือวางตัวเองให้สามารถคุยกับใครก็ได้ และเน้นประโยชน์ร่วมกันกับคนที่เราพูดคุย" นางศุภจี กล่าวนางศุภจี กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญ คือการเปลี่ยนสถานะจากเพียง "คู่ค้า" เป็น "พันธมิตรทางการค้า" โดยใช้ความเชื่อมั่นหรือ Trust Currency เป็นหัวใจสำคัญ ไทยต้องทำหน้าที่เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน (Supply chain) ของคู่ค้า เพื่อสร้างสถานะที่มั่นคงในการเจรจา
"ให้กำลังใจผู้ประกอบการ และยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นในยุทธศาสตร์การค้าของประเทศไทย" นางศุภจี กล่าวนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าของการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ในส่วนเป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี โดยเฉพาะกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ว่า ยังอยู่ระหว่างเจรจา โดยปัจจุบันยังผลิตขึ้นโดยใช้วัตถุดิบในประเทศผู้ส่งออกทั้งหมด (Wholly Obtained) และการแปรสภาพอย่างเพียงพอ (Substantial Transformation) ส่วนในอนาคต สัดส่วนวัตถุดิบในภูมิภาค หรือเกณฑ์ RVC, ไม่ให้ใช้วัตถุดิบจากบางประเทศเกินกว่าสัดส่วนที่สหรัฐฯ กำหนด และใช้กฎว่าถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกันทุกประเทศ
นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรงไม่รุนแรงอย่างที่กังวล โดยในช่วงเดือนส.ค.-พ.ย. 68 การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวถึง 30% ในหลายหมวด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน จากการจำลองผลกระทบพบว่า GDP ไทยจะได้รับผลกระทบเพียง -0.3% และจะค่อย ๆ กระจายในระยะ 3 ปี
แม้อัตราภาษี Reciprocal Tariff ของไทยจะอยู่ที่ 19% แต่อัตราภาษีที่จัดเก็บจริง (Effective Rate) หลังคำนวณรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น จะอยู่ที่ประมาณ 16.5% และเมื่อทรัมป์หันมาใช้มาตรการภาษีกับสินค้าเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จะทำให้อัตราภาษีที่ไทยจัดเก็บจริงเพิ่มขึ้นเป็น 17.6% ซึ่งจากการคำนวณพบว่าจะมีผลกระทบต่อ GDP ประมาณ -0.3% โดยผลกระทบนี้จะค่อย ๆ ทยอยเกิดขึ้น ถ้าสมมติในระยะเวลา 3 ปี จะคิดเป็นผลลบปีละ 0.1% ซึ่งถือว่าไม่เสียหายใหญ่โต
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่น่ากังวลมากกว่า คือการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก และปัญหาการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งหากควบคุมไม่ได้อาจกระทบ GDP สูงถึง -0.8% ถึง -0.9% นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดการ transhipment หากประเทศไทยถูกสหรัฐฯ มองว่าเป็นฐานในการสวมสิทธิ์ให้สินค้าจีนเพื่อส่งต่อไปยังสหรัฐฯ จะสร้างความเสียหายกับไทยอย่างมาก
"สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่ผลกระทบจากภาษีทรัมป์โดยตรง แต่คือความกลัวจากการไม่ปรับตัว หากกติกาโลกเปลี่ยนไป แต่วิธีคิดและนโยบายของไทยยังไม่เปลี่ยน จะทำให้ประเทศไทยถดถอย และกลับมาแย่กว่าเดิมได้" นายสมเกียรติ กล่าวนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า: ภาษีสหรัฐและผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจไทย" ว่า โลกที่เรารู้จักได้เปลี่ยนไปแล้ว ทำให้ไทยอยู่ยากและต้องพยายามปรับตัว ซึ่งสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสงครามการค้าอีกต่อไป แต่คือสงครามที่แท้จริงที่มาผสมผสานกับสงครามการค้าและกดดันทุกคน
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงของความปั่นป่วนสูงสุด ซึ่งจะเป็นช่วงของการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจที่จะอยู่กับเราไปอย่างน้อย 3 ปี
"เมื่อไรก็ตามที่มีการเปลี่ยนมือระหว่างขั้วมหาอำนาจเบอร์ 1 และเบอร์ 2 กว่า 80% จะจบลงที่สงคราม โดยสถานการณ์คือจะเริ่มที่สงครามการค้า ต่อด้วยสงครามเทคโนโลยี และหลังจากนั้นจะกลายเป็นสงครามที่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์" นายกอบศักดิ์ กล่าวสำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ประเมินว่าจะมาใน 4 ระลอก ได้แก่
1. ตลาดทุน ความผันผวนในตลาดหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ต่าง ๆ และค่าเงินบาท
2. การส่งออกและการผลิต สินค้าจีนราคาถูกจะทะลักเข้ามาในอาเซียนและไทยมากขึ้น เนื่องจากจีนไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯ ได้
3. การย้ายฐานการผลิต เกิดการเคลื่อนย้ายฐานเข้าสู่เมืองไทย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
4. De-dollarization การลดการใช้เงินดอลลาร์ที่กำลังเกิดอย่างก้าวกระโดด
โดยข้อแนะนำแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า 3 ก้าวสำคัญ คือ 1. Be Realistics ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น 2. เห็นทางออก เห็นโอกาส และ 3. เร่งตัดสินใจ เดินหน้าเปลี่ยนแปลง โดยเน้นย้ำว่า ต้องอย่าหลอกตัวเอง และยอมรับความจริงว่า มรสุมกำลังมาถึงเราแล้ว หากใครว่ายน้ำไม่แข็ง ก็ควรลงทุนพอประมาณ และต้องเตรียมใจว่าเศรษฐกิจอาจจะไม่โตนักในระยะ 2-3 ปีนี้ แต่หลังจากเซกเตอร์ใหม่เกิดขึ้น มองว่ามีโอกาสที่ไทยจะเข้าสู่ฐานการเติบโตที่ 4% ได้