ดัชนี MPI ธ.ค. ขยายตัว 2.52%YoY รับอานิสงยอดผลิตรถยนต์-มาตรการรัฐหนุน แต่ทั้งปี 68 หดตัว 0.78%

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday January 29, 2026 12:37 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนี MPI ธ.ค. ขยายตัว 2.52%YoY รับอานิสงยอดผลิตรถยนต์-มาตรการรัฐหนุน แต่ทั้งปี 68 หดตัว 0.78%

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ธ.ค.68 อยู่ที่ระดับ 93.27 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.52% และขยายตัว 2.60% จากเดือน พ.ย.68 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการผลิตรถยนต์ที่ขยายตัว การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในโครงการคนละครึ่งพลัส

ขณะที่ ดัชนี MPI ทั้งปี 68 อยู่ที่ระดับ 95.81 หดตัวเฉลี่ย 0.78%

ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ธ.ค.68 อยู่ที่ 57.60% เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ย.68 ที่ 55.90% โดย CapU ทั้งปี 68 อยู่ที่ 58.67%

ดัชนี MPI ธ.ค. ขยายตัว 2.52%YoY รับอานิสงยอดผลิตรถยนต์-มาตรการรัฐหนุน แต่ทั้งปี 68 หดตัว 0.78%

"เนื่องจากการผลิตยานยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปีที่ผ่านมา รวมถึงการส่งออกภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18 ประกอบกับประชาชนมีการเร่งใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัสอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีมาตรการสำคัญอื่น เช่น เที่ยวดีมีคืน และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น" นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าว

สำหรับปัจจัยที่กดดันภาคอุตสาหกรรมในเดือน ธ.ค.68 ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อจากท่าทีแข็งกร้าวของนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ในหลายประเด็นได้บั่นทอนบรรยากาศการค้าและการลงทุนโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจลงทุน ประกอบกับความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาส่งผลต่อการค้าชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นต้น รวมถึงการท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น เนื้อสุกรและเนื้อปลาแช่แข็ง รองเท้า เครื่องดื่ม เป็นต้น

*อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวก ได้แก่

- น้ำมันปาล์ม ขยายตัว 45.64% YoY จากผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากปริมาณฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

- ยานยนต์ ขยายตัว 5.02% YoY จากรถยนต์นั่งขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งไฟฟ้า รถยนต์นั่งไฮบริดขนาดมากกว่า 1,800 ซีซี และรถปิคอัพ เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนที่ผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราว และมีการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ทันก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง

- ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 10.52% YoY จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ, IC และ PCBA เป็นหลัก ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตต่อเนื่องของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก

*อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบ ได้แก่

- น้ำตาล หดตัว 17.71% YoY จากน้ำตาลทรายดิบ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อย เข้าหีบที่ลดลงจากปีก่อน และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อการตัดอ้อย ทำให้โรงงานต้องหยุดการผลิตชั่วคราว รวมทั้งผู้ผลิตมีการปรับแผนรับอ้อยเข้าสู่โรงงานในช่วงปลายปี

- เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัว 14.27% YoY ตามการชะลอตัวของตลาดในประเทศและต่างประเทศ จากเศรษฐกิจชะลอตัวและผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง ส่งผลให้ตัวแทนจำหน่ายปรับลดคำสั่งซื้อเนื่องจากมีสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก ประกอบกับมีคำสั่งซื้อสินค้า BTU สูงเพิ่มขึ้น

- กาแฟ ชา และสมุนไพรผงสำหรับชงเป็นเครื่องดื่ม หดตัว 85.89% YoY จากกาแฟสำเร็จรูป เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่หยุดผลิตต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.68

*แนวโน้ม MPI ม.ค. 69 ลดลง จับตานโยบายการค้าโลก-บาทแข็งค่า

ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ม.ค.69 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง" โดยปัจจัยภายในประเทศยังต้องเฝ้าระวัง หลังความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ลดลงเนื่องจากความกังวลนโยบายการค้าโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยภาคการผลิตชะลอตัวในสหภาพยุโรปและอาเซียน ขณะที่ภาคการส่งออกของจีนและออสเตรเลียขยายตัวได้ในเดือนนี้

"ดัชนีฯ เดือน ม.ค.น่าจะลดลงจากภาวะการผลิตเพื่อส่งออกที่ชะลอตัวลง หลังเร่งการผลิตไปก่อนหน้านี้" นายศุภกิจ กล่าว

ส่วนมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจริงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.69 ทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรม สศอ.จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ "เหล็กสีเขียว" เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถควบคุมการปลดปล่อยมลพิษเป็นไปตามมาตรฐาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ พร้อมกำหนดเป้าหมาย ความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนสำหรับ Thai Green Steel (TGS) เป็น 3 ระยะ โดยเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และรองรับกติกาการค้าสีเขียวที่เข้มข้นขึ้นในตลาดโลก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ