เวิลด์แบงก์ คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้นโต 2.2%ปี 70

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday February 11, 2026 13:23 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เวิลด์แบงก์ คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้นโต 2.2%ปี 70

นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 69 จะชะลอเหลือ 1.6% สะท้อนผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง

ภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และ 16% ของการจ้างาน หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง สินค้าส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยมีสัดส่วนเกือบ 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และโดยเฉลี่ยมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เวิลด์แบงก์ มองว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันในเวทีโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น การวิเคราะห์ล่าสุดในรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ชี้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีพลวัตอีกครั้ง การขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน และทำให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวต่อทิศทางอุปสงค์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้

"อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต เสริมสร้างความยึดหยุ่นของเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีคุณภาพ" นางเมลินดา ระบุ

ด้านนายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% และจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.2% ในปี 70 จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น จากผลของนโยบายการคลังที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ท่ามกลางปัจจัยฉุดรั้งจากภาวะการค้าโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน 2.พื้นที่นโยบายการคลังที่แคบลง ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่รัฐบาลจับตาเพื่อปรับให้มีพื้นที่ทางการคลังกลับมา และ 3.การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/68 ซึ่งเป็นความท้าทายในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน จากเรื่องความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขันของภาคท่องเที่ยว และหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นภาระที่ครัวเรือนต้องแบกรับมากขึ้นเกินกว่ารายได้ที่มี

"เราปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือโต 1.6% ส่วนปีหน้า คาดอยู่ที่ 2.2% เหตุที่ปรับลง GDP ปีนี้ลงจากคาดการณ์เดิม เนื่องจากมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีแรงดึงเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น ในเรื่องการท่องเที่ยว การบริโภคลดลง จากหนี้ครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม หากดูตัวเลขส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังดี แต่นี่คือปัจจัยชั่วคราว เรามองว่าปีนี้จะเริ่มชะลอลง เพราะมีผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนในปีนี้ อีกทั้งหากดูการผลิตภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา ก็ไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนใหญ่แรงขับเคลื่อนจะมาจากภาคบริการ" นายเกียรติพงศ์ กล่าว

พร้อมมองว่า เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญาณน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้า รายได้ท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าจะกลับสู่กรอบเป้าหมายได้ ด้านนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น เชื่อว่ายังมีโอกาสช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ เพราะยังมีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่มองว่านโยบายการคลังจะเป็นพระเอกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้มากกว่านโยบายการเงิน

"นโยบายการเงิน ยังมีโอกาสช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ เรามองว่ายังมีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ย แต่ทั้งนี้ กลไกทางการเงิน มีประสิทธิภาพน้อยลง และนโยบายการคลัง จะเป็นพระเอกในการฟื้นเศรษฐกิจ" นายเกียรติพงศ์ กล่าว

สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางนั้น นายเกียรติพงศ์ มองว่า ไทยยังมีโอกาสและศักยภาพในการปรับและหาจุดสมดุลใหม่ของนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ การขยายฐานการจัดเก็บรายได้ เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การลงทุนในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตอย่างชัดเจน โดยทั้งหมดนี้ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตในระดับศักยภาพที่ใกล้เคียงระดับ 3%

"Potential Growth เราให้ได้อยู่ที่ประมาณ 2.7% ส่วนที่คลังมอง 3% ถือเป็น upside ถ้าสามารถปฏิรูป 3 อย่างได้ นั่นคือ ขีดความสามารถในการแข่งขัน การศึกษาทุนมนุษย์ และแผนการคลังระยะปานกลาง มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเติบโตระยะยาว และขยายฐานภาษี" นายเกียรติพงศ์ ระบุ

ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งนั้น นายเกียรติพงศ์ มองว่าจะยังมีความต่อเนื่องในเรื่องของนโยบายด้านเศรษฐกิจ และคงจะได้สานต่อนโยบายที่อยู่ในแผนงานที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย-การลงทุนภาครัฐ ซึ่งจะทำให้นโยบายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องทั้งในปีนี้ และปี 70

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Thailands New Horizons : Empowering People and Building Resiliency ในการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจ Thailand Economic ฉบับล่าสุด ของธนาคารโลก ว่า กระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2% ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล มีความหวังว่าจะสามารถเร่งกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจให้สูงเกิน 2% ถือเป็นระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง และจะเร่งต่อยอดการเติบโตในปี 2570 ให้ได้สูงถึง 3% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่เต็มศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

โดยเชื่อว่าปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย มาจากการเมืองและนโยบายที่นิ่งและต่อเนื่อง ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน ยังมีเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 4.8 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการผลักดันผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ รวมถึงนโยบายการคลังที่ยังมีเสถียรภาพ และยังมีมาตรการด้านเศรษฐกิจที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท, มาตรการเพื่อสนับสนุน SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการแก้หนี้รายย่อย และอีกหลายมาตรการที่จะเร่งดำเนินการได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ โดยเชื่อว่าจะไม่เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง

"ไม่กังวลว่าจะเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่ยังไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบ โดยยังเป็นการทำงานของรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากที่ผ่านมา ได้มีการวางนโยบายที่ชัดเจนและเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านนโยบาย Quick Big Win รวมถึงยังพร้อมเดินหน้าการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ที่มุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง คุมเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ไม่เกิน 70% ของ GDP และตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะลงตั้งแต่ปี 2573 เร่งเพิ่มประสิทธิการใช้จ่าย และการสร้างรายได้ ใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และรัฐบาลกำลลังเร่งในการสร้างทักษะแรงงาน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนโยบายสำคัญ ๆ รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนใหม่ ๆ ด้วย" นายเบญจรงค์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ