นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก" ในงาน Thailand Economic DRIVES 2026 : ฝ่ามรสุม 69 ว่า ปีนี้ ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับ "มรสุมเศรษฐกิจ" ใน 3 ลูกสำคัญที่กำลังตั้งเค้ารออยู่
มรสุมลูกแรก คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่โยงต่อเนื่องไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ มรสุม ลูกที่ 2 คือ ปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ หากบริหารจัดการไม่ดี ก็จะกระทบกับประชาชน และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแลเยียวยา และมรสุมลูกที่ 3 คือ ปัญหาภายในประเทศ จากทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาโครงสร้างประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้รายได้หายไป และปัญหาการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัวมาเป็นเวลานาน

โดยตั้งแต่ปี 2540 ประเทศไทยเคยมีการลงทุนสูงถึง 40% ของ GDP แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 10% และการลงทุนภาคเอกชน 30% ของ GDP แต่วันนี้การลงทุนของประเทศลดลงเหลือ 24% ของ GDP โดยเป็นการลงทุนภาครัฐเพียง 6% และภาคเอกชนเหลือ 18% ของ GDP เท่านั้น อีกทั้งเศรษฐกิจไทยที่หันไปพึ่งพาการส่งออกสินค้าถึง 60% ของ GDP และการบริการ 10% ของ GDP เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหา จึงดึงให้เศรษฐกิจไทยผันผวนไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นมรสุมจากความอ่อนแอภายในประเทศ ที่สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่สมดุล
"โจทย์ปีนี้ มีมรสุม 3 ลูกที่ตั้งเค้ารออยู่ เราจะทำอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เปลี่ยนนโยบายจาก Quick Big Win เป็น Big Win เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันในฐานะคนไทย เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่ถูกยกออกจากหล่มแล้ว ยังโตต่อเนื่อง สามารถกลับมาแข่งขันกับนานาชาติได้ เปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชีย กลับมาเป็นคนที่แข็งแรง
แต่การจะเป็นคนป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ววิ่งได้เลย คงเป็นไปไม่ได้ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ด้วยการออกกำลังกาย กินวิตามิน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังต้องทำอีกเยอะ รัฐบาลคงไม่ได้มีเวลาแค่ 73 วันเหมือนที่ผ่านมา เราหวังว่าจะมีเวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 4 ปีเต็ม เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง ท่ามกลางมรสุมที่เยอะมาก" รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ
- เตรียมใช้ "ธนู 3 ดอก" ปราบมรสุมเศรษฐกิจ
สำหรับแนวทางซึ่งถือเป็น "ธนู 3 ดอก" ที่สำคัญของรัฐบาลในการปราบมรสุมเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การเร่งผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการยกระดับและปฏิรูปการศึกษา ดึงดิจิทัลเอไอเข้ามาเสริมทักษะของแรงงานไทยให้เก่งขึ้น และ 3. การลงทุนในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎกติกาต่าง ๆ เพื่อทำให้กระบวนการลงทุนเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อผลักดันรวบยอดเรื่องการลงทุนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ต้องไปดู พ.ร.บ.ที่ดิน, พ.ร.บ.การก่อสร้างอาคาร เป็นต้น เพราะหากรวมกระบวนการทั้งหมด ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี จึงจะได้รับอนุมัติให้ลงทุนได้ ดังนั้นจึงหวังว่ากฎหมายนี้ จะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมการลงทุนของประเทศไทย ส่วนความชัดเจนทั้งหมดคงต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยก่อน
"การผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องมองวิกฤติให้เป็นโอกาส ปีก่อน มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และที่ผ่านมา เราได้ผลักดันมาตรการ Thailand FastPass ปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้บางส่วน และเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการลงทุนได้ถึง 4.8 แสนล้านบาท แต่ถ้าเราสามารถผลักดันกฎหมายรวบยอดการลงทุนได้ ก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเม็ดเงินลงทุนจาก FDI ในปี 2569 ให้เพิ่มขึ้น 9.7 แสนล้านบาท โตเกือบ 20% รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนผ่านโครงการ PPP เหล่านี้จะเป็นธนูลูกสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทย" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุ
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยวันนี้ คือ เศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และจำเป็นต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ไม่สามารถกดปุ่มแล้วสามารถแก้ไขได้ในทันที แต่หากไม่ทำอะไรเลยการเติบโตจะอยู่อย่างนี้ไปอีก 3 ปี, 5 ปี หรืออาจถึง 10 ปี เพราะไทยอยู่ในจุดที่หนี้ครัวเรือนสูง 86-87% แม้จะลดลงจาก 92% จาก GDP ที่โตเพียงเล็กน้อย แต่หากดูจำนวนหนี้เสียที่ 16 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าไม่ได้ปรับลดลงแต่อย่างใด ขณะที่สินเชื่อรวมหดตัว 6 ไตรมาสติดกัน และสินเชื่อ SME หดตัว 14 ไตรมาสต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องเร่งออกมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น
แต่ประเทศไทยยังมีข้อดี คือ ยอดการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท สูงในรอบหลายปี และเป็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็น Advance Economy และการบริโภคที่ยังขยายตัวดี และคาดหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีเต็ม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้มีความต่อเนื่อง ส่วนภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเช่นในอดีต แต่ยังถือว่ามีคุณภาพ ส่งผลให้ GDP ไตรมาสที่ 4/68 ขยายตัวได้ 2.5% และทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยโตได้ 2.4% และคาดการณ์ปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.5% โดยคาดว่าจะปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.9% ได้
"ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียง 1.9% ในปีนี้ แม้ว่าเสถียรภาพในปัจจุบันจะอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และเงินเฟ้อต่ำ แต่หากเศรษฐกิจไม่โต ประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น บทบาทของ ธปท. จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพแต่เพียงอย่างเดียว" นายวิทัย กล่าวทั้งนี้ หากพิจารณาถึงศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญ คือ การผลักดันให้ GDP ที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการจะขึ้นไปสู่ระดับนั้นได้ จะต้องอาศัยการลงทุนใหม่ ๆ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งการทำทั้งมาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว ต่างก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เนื่องจากมีความสำคัญทั้งคู่ โดย ธปท.พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น
ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ ธปท.จำเป็นต้องปรับบทบาท ซึ่งจากเดิมใช้นโยบายการเงิน คือ ดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ และความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบชำระเงิน โดย ธปท.ได้ขยายบทบาทเป็น "Target Policy" หรือ "มาตรการเฉพาะจุด" เพราะต้องยอมรับความจริงว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) หรือสังคมสูงวัยได้ แม้จะช่วยลดภาระหนี้ได้บ้าง แต่คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ดังนั้น จึงทำให้ต้องออกมาตรการเฉพาะจุดในการแก้ไขปัญหา
โดย ธปท.ได้ดำเนินมาตรการ 4 เรื่อง คือ 1. การแก้หนี้ NPL ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (SAM) และปรับ SAM เป็น Social AMC ซึ่งกระบวนการโอนหนี้เสร็จแล้วเมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา และปัจจุบัน SAM ได้ลงระบบติดตามหนี้ (Collection) เสร็จเมื่อเดือนก.พ.นี้ และกำลังเริ่มเชิญชวนคนเข้าโครงการ ซึ่งจากการโอนหนี้จำนวน 1.1 ล้านราย คาดว่าจะมีคนเข้าโครงการได้ 30-50% หรือแก้หนี้สำเร็จ 3-5 แสนราย
2. โครงการ SME Credit Boost ซึ่งจะเข้ามาช่วยการแก้ปัญหาสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ที่สูง ธปท.จึงตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท ที่เพิ่งมีข้อตกลงเซ็นสัญญาและรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในวันนี้ ขณะเดียวกัน ธปท.กำลังอยู่ระหว่างการออกอีก 1 โครงการเกี่ยวกับ SME โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 เดือน
3. การกำกับเรื่องของธุรกรรมทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมเทรดทองคำสกุลเงินบาทผ่านแอปพลิเคชั่น แม้ว่าเงินบาทแข็งค่า จะมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร แต่ธุรกรรมเทรดทองคำเข้ามาเป็นส่วนเสริม (Amplify) ทำให้เงินบาทแข็งค่า เช่น ราคาทองคำขึ้น เกิดแรงขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่า รวมถึงช่วยสกัดทุนเทาด้วย
นายวิทัย กล่าวถึงเกณฑ์การกำกับธุรกรรมทองคำด้วยว่า หากมีธุรกรรมการซื้อขายเกินวันละ 20 ล้านบาท จะต้องมีการรายงานมายัง ธปท. และมีการจำกัดการซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากมีความจำเป็น ธปท. อาจจะปรับยอดธุรกรรมจาก 50 ล้านบาท ให้เหลือ 30 ล้านบาทได้ ตลอดจนให้สถาบันการเงิน รายงานยอดการเก็บทองคำไว้ในแอปพลิเคชั่น และหากมีการซื้อทองที่เป็น Physical ที่ร้านทอง ถ้าเกิน 2 กิโลกรัม ก็จะต้องมีรายงานกับ ธปท.เช่นกัน
4. ธุรกรรมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มองว่า อาจจะเป็นช่องทางโอน-รับเงินไม่พึงประสงค์ โดย ธปท.จะมีคำสั่งภายในสัปดาห์หน้าให้จัดทำ Profiling ของลูกค้า โดยจำกัดการทำธุรกรรมรายเล็ก 3 หมื่นบาท และรายใหญ่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งในอดีต มีธุรกรรมการโอนเงินผ่าน e-Money แบบอู้ฟู่ ก็จะไม่สามารถทำได้แล้ว รวมถึงการแลกเงินดอลลาร์เกิน 8 แสนบาท และบริเวณชายแดน 2 แสนบาท และมาตรการเงินเข้า 2 แสนดอลลาร์ จะต้องรายงานเช่นกัน