"อมรเทพ" เจาะลึกวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสงครามเขย่าเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก

ข่าวเศรษฐกิจ Monday March 2, 2026 11:39 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง "เจาะลึกวิกฤต "ฮอร์มุซ" : เมื่อสงครามเขย่าเส้นเลือดใหญ่พลังงานโลก!"

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดระดับสูงสุด ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่นำไปสู่การสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่าน...ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนามรบ แต่กำลังลามเข้าสู่ "กระเป๋าสตางค์" ของคนทั้งโลกผ่านราคาน้ำมัน

สรุปประเด็นสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์ครั้งนี้น่ากังวล

1. "ช่องแคบฮอร์มุซ" จุดตายเศรษฐกิจโลก

เส้นเลือดใหญ่: น้ำมันกว่า 20% ของโลก (20 ล้านบาร์เรล/วัน) ต้องผ่านช่องแคบนี้เพียงทางเดียว

ไร้ทางเลี่ยง: แม้จะมีท่อส่งน้ำมันอื่น แต่รองรับได้ไม่ถึง 1 ใน 5 ของปริมาณจริง หากถูกปิด ตลาดน้ำมันโลกจะ "ช็อก" ทันที

LNG ก็โดนด้วย: กาตาร์ส่งออกก๊าซธรรมชาติ (LNG) ผ่านที่นี่เกือบ 20% ถ้าปิด วิกฤตพลังงานลามถึงไฟฟ้าแน่นอน ไทยนำเข้า LNG สูง และราว 1 ใน 5 มาจากกาตาร์ ใช้ผลิตไฟฟ้า เตือนค่าไฟเตรียมพุ่ง

2. ทำไมราคาน้ำมันถึงพุ่งทะลุเพดาน

War Premium: แค่มีข่าวลือหรือความเสี่ยง ค่าประกันภัยเรือ และค่าระวางก็พุ่ง ดันต้นทุนน้ำมันดิบจ่อแตะ $100 ต่อบาร์เรล

Panic Buying: โรงกลั่นทั่วโลกเริ่มแย่งกันสำรองน้ำมันจากแหล่งอื่น (สหรัฐฯ/แอฟริกา) ยิ่งเติมเชื้อไฟให้ราคาพุ่ง

ความเสี่ยง Recessions: หากปิดช่องแคบยืดเยื้อ นักวิเคราะห์เตือนว่า โลกอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ดีมานด์ที่จะอ่อนแอลง ก็จะทำให้ความต้องการน้ำมันลดลง จึงไม่คิดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไปถึงระดับ $120 ต่อบาร์เรลลากยาว

3. ผลกระทบต่อ "ไทย" ที่เลี่ยงไม่ได้

ไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูง เตรียมรับแรงกระแทกใน 5 ด้าน

- เงินเฟ้อพุ่ง: ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าไฟ (Ft) จ่อปรับตัวขึ้น

- ต้นทุนธุรกิจ: ภาคขนส่ง การบิน ปิโตรเคมี และก่อสร้าง กระทบหนัก Margin หาย

- เงินบาทอ่อนค่า: เมื่อต้องนำเข้าน้ำมันราคาแพง ดุลบัญชีเดินสะพัดจะแย่ลง กดดันให้บาทอ่อนแรงกว่าเพื่อนบ้าน

- นโยบายดอกเบี้ย: เงินเฟ้อที่ค้างสูง อาจทำให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น

- ตลาดหุ้นผันผวน: หุ้นกลุ่มพลังงานอาจบวกสั้น ๆ แต่หุ้นกลุ่มอื่น (บริโภค/ขนส่ง) มีโอกาสปรับฐานแรง

"สถานการณ์นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่กระทบต้นทุนชีวิตเราโดยตรง แม้หลายฝ่ายจะหวังให้จบเร็ว แต่ "แผล" ทางเศรษฐกิจ และต้นทุนพลังงานที่พุ่งไปแล้ว อาจต้องใช้เวลาเยียวยา" นายอมรเทพ กล่าว

*มอง 3 ฉากทัศน์ความขัดแย้งและราคาน้ำมัน ดังนี้

ฉากทัศน์ที่ 1 ตึงเครียดจำกัดวง - มีการตอบโต้ประปรายแต่ไม่กระทบการขนส่งน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นที่ 70-80 ดอลลาร์/บาร์เรล และสงบลงใน 1 เดือน ตลาดทุนผันผวนระยะสั้น

ฉากทัศน์ที่ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุซ - กระทบการส่งออกน้ำมันและ LNG 1 ใน 5 ของโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90-100 ดอลลาร์/บาร์เรล ต้นทุนขนส่งในเอเชียพุ่งสูงทันที

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อ - สหรัฐฯ-อิสราเอล ปะทะอิหร่านโดยมีรัสเซียสนับสนุน สงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ราคาน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ Risk-off

สำหรับผลกระทบต่อไทย เมื่อเครื่องยนต์คลัง "ดับ" ชั่วคราว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ "ภาวะสุญญากาศทางการคลัง" ของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งทำให้การรับมือวิกฤตทำได้ยากกว่าปกติ ประกอบกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนจะหยุดชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้

นอกจากนี้ กันชนพลังงานพังทลาย - กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที และความเชื่อมั่นสั่นคลอน หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลด Credit Rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น

ด้านผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ โดยตลาดทุน - ทองคำพุ่ง น้ำมันพุ่ง แต่สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขาย ค่าเงินบาทอ่อนค่ารุนแรงจากการนำเข้าน้ำมันราคาแพง (Trade Deficit)

เงินเฟ้อและดอกเบี้ย - เกิดเงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุน (Cost-push Inflation) ขณะที่แบงก์ชาติเผชิญภาวะลำบากในการปรับดอกเบี้ยเพื่อสกัดบาทอ่อน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอเกินไป

ภาคธุรกิจและท่องเที่ยว - ต้นทุนการเดินทางและวัตถุดิบพุ่งสูง นักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางหายไป กระทบธุรกิจโรงแรม ขนส่ง และค้าปลีกอย่างรุนแรง

สำหรับแนวทางการรับมือ เน้นพึ่งพาตนเอง ในภาวะที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว อีกทั้งยังต้องบริหารสภาพคล่อง สำรองเงินสดรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่อาจพุ่งขึ้น 20-30% และป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน โดยผู้นำเข้าควรทำ Hedging ป้องกันบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับชะลอการก่อหนี้ ซึ่งภาคครัวเรือนและ SMEs ต้องระมัดระวังการสร้างหนี้ใหม่เพื่อรักษาสถานะทางการเงินในภาวะเศรษฐกิจซบเซา

"เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ ความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและการปลดล็อกงบประมาณ คือ ตัวแปรเดียวที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไม่ให้กลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติ" นายอมรเทพ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ