ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2569 "การปิดช่องแคบฮอร์มุซ" (Strait of Hormuz) ได้กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เส้นทางเดินเรือที่มีความกว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรแห่งนี้กลับเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในต่างภูมิภาค หากแต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบพลังงาน เศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง เพราะประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกจึงเป็นเสมือน "แรงสั่นสะเทือน" ที่ทดสอบความพร้อมของนโยบายพลังงานไทยในหลายมิติ
ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านและโอมาน เป็นทางเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ แม้พื้นที่จะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับเป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งพลังงานโลก
นักวิเคราะห์ด้านพลังงานประเมินว่า น้ำมันดิบประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลกต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์
สำหรับประเทศไทย ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซนั้นมีมากยิ่งขึ้น เพราะสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในระดับประมาณครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของไทย เกินกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมดก็ต้องขนส่งผ่านเส้นทางเดียวกัน
หากเส้นทางขนส่งนี้หยุดชะงัก ระบบพลังงานของไทยย่อมได้รับกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน
1) ความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน
ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองทั้งในคลังและระหว่างการขนส่งรวมกันประมาณ 60 วัน แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ น้ำมันที่มีอยู่ภายในประเทศ ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปสำรองไว้ใช้ได้ประมาณ 38 วัน และน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง ทั้งส่วนที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาแล้วและจากแหล่งอื่น ๆ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้เพิ่มอีกประมาณ 22-23 วัน ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการรับมือในระยะสั้น แต่หากการหยุดชะงักของการนำเข้ายืดเยื้อ ประเทศไทยจะต้องเร่งหาแหล่งจัดหาพลังงานใหม่ ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงขึ้นและใช้เวลาในการเจรจาและจัดส่ง
ความท้าทายนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง
2) ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานพุ่งสูง
เมื่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกหดตัว ปัจจุบันในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ได้พุ่งขึ้นมาแตะระดับประมาณ 8082 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลางราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่าในสถานการณ์วิกฤตรุนแรง ราคาน้ำมันอาจทะลุระดับ 100150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย ผลกระทบจะสะท้อนผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน
3) ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 5060% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศ เมื่อต้นทุนเชื้อเพลิงในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft ซึ่งอ้างอิงจากอ้างอิงจากอัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณการบริโภคไฟฟ้า และต้นทุนเชื้อเพลิง ย่อมมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตาม
ผลกระทบดังกล่าวจะเกิดขึ้นทั้งกับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และสินค้าไทยแข่งขันได้ยากขึ้นในตลาดโลก ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
4) แรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนเศรษฐกิจ
ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อสินค้าและบริการแทบทุกประเภท ตั้งแต่ค่าขนส่งไปจนถึงต้นทุนวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ภาคโลจิสติกส์ การบิน ปิโตรเคมี และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนเหล่านี้มักถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น
5) ค่าเงินบาทและดุลการค้าถูกกดดัน
การนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้นจะทำให้ดุลการค้าของประเทศได้รับแรงกดดัน ซึ่งอาจนำไปสู่การอ่อนค่าของเงินบาท เงินบาทที่อ่อนค่าจะยิ่งทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการหลายด้าน ทั้งในด้านอุปทานและการบริหารตลาดพลังงาน
รัฐบาลสามารถใช้กลไกการบริหารน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานในช่วงวิกฤต โดยปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 7,600 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ประมาณสองเดือน
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐยังสามารถเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคอื่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันเร่งปรับแผนการจัดหาเพื่อลดความเสี่ยงจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นไปที่ สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก หรือประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดียว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการภาษี เพื่อช่วยพยุงราคาพลังงานไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป โดยปัจจุบัน (มีนาคม 2569) รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ไม่เกิน 29.94 บาทต่อลิตร (ระยะเร่งด่วน 15 วัน) แม้ราคาสินในตลาดโลกจะผันผวน และมีการพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นเครื่องมือสำรอง หากกองทุนน้ำมันฯ เริ่มแบกรับภาระไม่ไหว
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องทบทวนโครงสร้างพลังงานของตนเองอย่างจริงจัง
ประการแรก ประเทศไทยควรเร่งกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งนำเข้าพลังงานให้มากขึ้น ไม่เพียงในเชิงภูมิศาสตร์ แต่รวมถึงการกระจายประเภทพลังงาน เพื่อไม่ให้ระบบพลังงานของประเทศพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป ควบคู่ไปกับการ เพิ่มสัดส่วนก๊าซในอ่าวไทยให้คงระดับการผลิตที่สูงต่อเนื่องเพื่อลดการนำเข้า LNG ราคาแพงจากตลาดโลก
ประการที่สอง ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานให้มากขึ้น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจนสีเขียว จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว สอดคล้องกับแผน PDP (Power Development Plan) ล่าสุดที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) รวมไปถึงการพัฒนา BESS (Battery Energy Storage System) เพื่อช่วยแก้ปัญหาความไม่เสถียรของโซลาร์และลม ทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็น "พลังงานหลัก" (Base Load) ได้จริง ไม่ใช่แค่พลังงานเสริม
ประการที่สาม ประเทศไทยควรผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและพลังงานในอาเซียน หากเกิดวิกฤตความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น เรายังสามารถ "ซื้อไฟฟ้า" หรือ "แลกเปลี่ยนพลังงาน" ผ่านโครงข่ายอาเซียน (ASEAN Power Grid) ได้ ซึ่งช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้าไทย
การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญว่าความมั่นคงทางพลังงานของโลกเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นในการปรับโครงสร้างระบบพลังงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในด้านแหล่งนำเข้า เทคโนโลยีพลังงาน และความร่วมมือในระดับภูมิภาค
ในท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า "ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเท่าใด" แต่คือ ประเทศไทยพร้อมมากเพียงใดในการรับมือกับโลกพลังงานที่ผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้นทุกวัน
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ