"เอกนิติ" ชี้ทางรอดอุตสาหกรรม เดินหน้าพลังงานสะอาด-เร่งเครื่องศก.สีเขียว-ปรับตัวสู่ยุค AI

ข่าวเศรษฐกิจ Monday March 9, 2026 16:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ดันอุตสาหกรรมเติบโต ในงานสัมมนา "อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน...SMART INDUSTRY" ว่า ภาคอุตสาหกรรมของไทยในขณะนี้ กำลังเผชิญความท้าทายที่สำคัญ 3 เรื่องชัดเจน ได้แก่

1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ในประเทศยักษ์ใหญ่ อาทิ สหรัฐฯ จีน และตะวันออกกลาง ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังถูกแบ่งขั้ว แตกเป็นเสี่ยง ๆ โดยได้มีการควบรวมกับปัญหาภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) เข้าไปด้วย ผ่านการขึ้นภาษีการค้า วิกฤติพลังงานและซัพพลายต่าง ๆ

"เราเห็นภาพความขัดแย้ง จากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มาก่อนแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็ว และแรงขนาดนี้ ดังนั้น ตรงนี้เราต้องมาเร่งพิจารณาว่าเราจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้อย่างไร โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม และ SMEs เพราะสถานการณ์ที่เจอวันนี้ โดยเฉพาะวิกฤติพลังงาน เป็นการสะท้อนภาพชัดเจนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงภาคเกษตร ภาคบริการ และทุกภาคของประเทศไทยที่ต้องปรับตัวไปพร้อมกันทั้งหมด" นายเอกนิติ ระบุ

2. ความท้าทายจากเทคโนโลยี และ AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนที่ไม่สามารถเรียนรู้และปรับตัวใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ โดยเฉพาะ AI ก็อาจจะตกขอบ หรือตกงาน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ต้องเร่งปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยเรื่องนี้รัฐบาลได้เร่งผลักดันมาตรการพี่ช่วยน้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่การปรับตัวของธุรกิจ

3. ความท้าทายของเศรษฐกิจสีเขียว (Green economy) ที่เป็นต้นตอของปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ โดยในปี 2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องภัยแล้งที่อาจจะรุนแรงขึ้น ตรงนี้ต้องเร่งปรับตัวให้เร็วขึ้น

รองนายกฯ และรมว.คลัง เห็นว่า การจะให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดนั้น จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน ผ่านการผลักดันการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง ระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ (Direct PPA) การสนับสนุนเรื่องโซลาร์ ฟาร์ม, ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในแหล่งน้ำ (Floating Solar) เป็นต้น ผ่านการเดินหน้าโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)

2. ภาครัฐจะต้องช่วยสนับสนุนให้เอกชนปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะ AI ซึ่งหลังจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนที่เป็นนโยบายชัดเจนออกมาอย่างต่อเนื่อง

3. เอกชนจะต้องปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งรัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ที่ขณะนี้มีปริมาณล้นตลาด มาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำมันมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากฟอสซิล และยังเป็นการยกระดับ-สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยด้วย

"วิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นตอนนี้ มาจากส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก และอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อคว้าโอกาสในวิกฤติครั้งนี้ หากเราปรับตัวเร็ว อุตสาหกรรมไทยก็สามารถก้าวกระโดด และโตไปด้วยกัน" นายเอกนิติ กล่าว

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่รัฐบาลเตรียมพร้อม คือ การสำรองพลังงานไว้ 90 กว่าวัน เพื่อความปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้ว ไทยยังมีพลังงานที่มาจากสินค้าเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง นั่นคือ เอทานอล ดังนั้นจึงจะปรับให้มีการใช้เอทานอลมากขึ้น ซึ่งเอทานอล สามารถนำมาทำสารสกัดน้ำมันที่เรียกว่า "ไบโอเอทาลีน" ที่ภาคอุตสาหกรรมสามารถนำไปใช้ได้ต่อไป นี่เป็นสิ่งที่ได้แนะนำภาคอุตสาหกรรมของไทยให้ปรับตัวในสถานการณ์ปัจจุบัน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ