วิจัยกสิกรฯ คาดปี 69 ส่งออกชิปโตแกร่ง 22% อานิสงส์เทรนด์ AI-Data Center ชี้ "ภาษีทรัมป์" ไม่สะเทือน!!

ข่าวเทคโนโลยี Tuesday March 10, 2026 17:00 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าส่งออกชิปของไทยในปี 69 คาดว่าจะขยายตัว 22% เนื่องจากกระแส AI และ Data Center ที่ยังคงมีการลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า รวมถึงผลกระทบที่จำกัดจากภาษีทรัมป์

1. กระแสลงทุนด้าน Data Center และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวทั่วโลก : ทิศทางการลงทุนด้าน Data Center มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 68-73 คาดว่าจะขยายตัวราว 8.4% ต่อปี (CAGR) ตามแรงหนุนของการนำ AI มาใช้งาน

ทั้งนี้ AI Server ที่ติดตั้งใน Data Center จำเป็นต้องใช้ชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญ แม้ไทยจะไม่ได้เป็นฐานการผลิต AI ชิปขั้นสูง แต่ก็เป็นผู้ผลิตและส่งออก ชิป General-purpose ซึ่งก็เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยชิปที่ไทยส่งออกกว่า 64% จะเป็นชิป Power Management ซึ่งใช้คุมกระแสไฟในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่

นอกจากนี้ การพัฒนาด้าน AI ยังเร่งให้เกิดการขยายตัวของ Smart Appliance หรือการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมากขึ้น การเพิ่มจำนวนของอุปกรณ์เหล่านี้ ทำให้ความต้องการชิป General-purpose ขยายตัว และหนุนการส่งออกของไทย

2. ชิปไทยไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 232 ของสหรัฐฯ : แม้สหรัฐฯ จะมีการตั้งภาษีภายใต้มาตรา 232 ต่ออุตสาหกรรม Semiconductor แต่ขอบเขตของมาตรการดังกล่าวในปัจจุบัน มุ่งเน้นเฉพาะอุปกรณ์ที่มีชิป AI ขั้นสูงเป็นองค์ประกอบ เช่น Nvidia H200 และ AMD MI325X เนื่องจากถูกมองว่าเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง

3. ไม่ได้รับผลกระทบด้านภาษี จากมาตรา 122 ซึ่งมาแทนที่ภาษี Reciprocal ที่ถูกยกเลิกไป : ชิปที่ไทยเป็นผู้ส่งออกหลัก อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นจากการจัดเก็บภาษี Reciprocal ของสหรัฐฯ และภายหลังเมื่อมีการประกาศใช้ภาษีมาตรา 122 เพื่อแทนภาษี Reciprocal ที่ถูกยกเลิก กลุ่มชิปที่ไทยส่งออก ก็ยังคงอยู่ในรายการยกเว้นเช่นเดิม ทำให้ปัจจุบันแรงกดดันด้านภาษีต่อการส่งออกชิปของไทยยังอยู่ในวงจำกัด

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงเชิงนโยบายในระยะถัดไปที่ยังคงต้องติดตาม โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของการขยายขอบเขตมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในอนาคต

*ในปี 69 ส่งออกชิปทุกประเภทยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง

การขยายตัวที่ชะลอเป็นผลมาจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ไม่ใช่ความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง

1. Power Management หรือชิปควบคุมกระแสไฟ คาดว่าจะโต 21% : มีแรงหนุนที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์ โดยด้านอุปทานมาจากกำลังการผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น จากการเปิดโรงงานใหม่และเริ่มทยอยดำเนินการผลิต ขณะที่ด้านอุปสงค์ มาจากกระแส AI และ Data Center ซึ่งต้องใช้ระบบควบคุมและจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ความต้องการชิปควบคุมกระแสไฟเพิ่มขึ้น

2. Microcontroller หรือชิปประมวลผล คาดว่าจะโต 31% : ขยายตัวตามความต้องการจากตลาด Smart Appliance ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบควบคุมภายในบ้าน และอุปกรณ์ IoT ซึ่งล้วนต้องใช้ Microcontroller เป็นหน่วยประมวลผลหลักในการควบคุมและสั่งงานอุปกรณ์ต่าง ๆ

3. Memory หรือชิปหน่วยความจำคาดว่าจะโต 25% : จากมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก โดยผู้ผลิตในต่างประเทศหลายรายปรับสายการผลิตไปสู่การผลิตชิปหน่วยความจำสำหรับ AI (AI memory) ส่งผลให้หน่วยความจำทั่วไป (Non-AI memory) มีอุปทานจำกัด สถานการณ์ดังกล่าวเอื้อประโยชน์ต่อไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตหน่วยความจำทั่วไป ทำให้สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นภายใต้ระดับราคาที่ปรับสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ราคาชิปหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลกดดันต่อความต้องการในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท อาทิ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ที่ผู้ประกอบการเริ่มปรับลดปริมาณหน่วยความจำใน PC รุ่นเริ่มต้น และออกแบบให้ผู้บริโภคสามารถเพิ่มเติมหน่วยความจำได้เองในภายหลัง

"ดังนั้น การส่งออกชิป ยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี ทิศทางในระยะข้างหน้า ยังคงมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของมาตรการทางการค้า และการลงทุนใน AI ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกชิปของไทยในระยะยาว" บทวิเคราะห์ระบุ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ