กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้แจงประเด็น "ค่าการกลั่นสูง" เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่น
1. ค่าการกลั่น (Market GRM) ไม่เท่ากับกำไรสุทธิ
ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/(ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมัน และ กำไร/(ขาดทุน) การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง
2.การดำเนินธุรกิจภายใต้กลไกตลาดเสรี (Market Price)
ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบ หรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้ง 2 ด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลก
ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด
3.การยืนหยัดเดินเครื่องผลิตเพื่อความมั่นคง แม้ในช่วงวัฏจักรค่าการกลั่นต่ำ
ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามวัฏจักรตลาด ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือบางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งาน และไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ
4.บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่น ตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน
- ยืนยันน้ำมันสำรองมีเพียงพอ พร้อมปรับแผนบริหารรักษาความมั่นคงพลังงานของประเทศ
1. ปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศ มีเพียงพอรองรับการใช้งาน
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศ และระหว่างการขนส่ง ครอบคลุมการใช้งานภายในประเทศ สอดคล้องกับรอบการจัดหาและรอบการผลิตใหม่ ทำให้ระบบการผลิตและจัดส่งน้ำมันสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การดำเนินการเชิงรุกด้านการขนส่งทางเรือ
แม้ว่าสถานการณ์โลก อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" (ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก) แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ดำเนินการเชิงรุกตามแผนสำรองในการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาไว้แล้ว โดยสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น
3. การจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน แม้ตลาดพลังงานโลกจะมีความผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนด้านต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงรองรับความต้องการใช้ในประเทศเพียงพออย่างต่อเนื่อง
4. ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน ให้ประชาชน และภาคอุตสาหกรรมมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันในระบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 65 วัน และกลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำมาผลิตต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน ส่งผลให้เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน ทั้งนี้ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว