ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนก.พ.69 อยู่ที่ระดับ 53.7 (ไม่รวมผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน) ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4% ดีกว่าที่คาด และปรับเป้าหมายแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 สูงกว่าเดิมเป็น 2.0% ประกอบกับความหวังที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองของไทยว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มรุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วภายใน 1 เดือน หรือจะยืดเยื้อยาวนานกว่านั้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนก.พ.นี้ เป็นการสำรวจในช่วงที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับประเทศอิหร่าน จึงทำให้ดัชนีเชื่อมั่นฯ ออกมาอยู่ระดับสูงสุดในรอบ 9 เดือน เนื่องจากประชาชนมีความหวังต่อการมีรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ หลังจากผ่านการเลือกตั้งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69
"ณ ตอนนี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่เปลี่ยนแปลงมาก ฐานของความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีตัวยืนยันก่อนว่าความเชื่อมั่นกลับมาดีสุดในรอบ 9 เดือน เนื่องจากความหวังของรัฐบาลที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจากโผการจัดตั้งรัฐบาลของภูมิใจไทย ซึ่งมีผู้บริหารมืออาชีพจากทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ดูจะเป็นความหวังที่ดีของประชาชน และพอสภาพัฒน์ ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจปี 68 และปีนี้ ที่ออกมาในเชิงบวกมากกว่าเดิม ซึ่งฐานการเติบโตค่อนข้างเป็นไปได้ เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา โดยเฉพาะจีน และการลงทุนจากต่างประเทศ เริ่มกลับมา ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้ ถ้าสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจไทยก็จะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้เร็ว เพราะภายใต้สงครามที่มีปัจจัยลบมากมาย แต่ปัจจัยบวกของประเทศไทยก็มีอยู่เยอะ" นายธนวรรธน์ ระบุพร้อมเชื่อว่า ถ้าไม่มีกรณีของสงครามในตะวันออกกลางมาเกี่ยวพัน เชื่อว่าประชาชนพร้อมจะกลับมาซื้อรถ ซื้อบ้าน ท่องเที่ยว และจับจ่ายใช้สอย อย่างไรก็ดี ต้องติดตามสถานการณ์ในเดือนมี.ค.ด้วย ซึ่งจะเป็นช่วงการสำรวจที่ประชาชนจะเริ่มรับรู้ข่าวสารเรื่องสงครามในตะวันออกกลางแล้ว