TDRI ชี้สงครามตอ.กลาง กดศก.ไทยปีนี้ 0.2-0.4% ค้านใช้พ.ร.ก.กู้เงิน-ภาษีสรรพสามิตอุ้มกองทุนน้ำมัน

ข่าวเศรษฐกิจ Monday March 16, 2026 11:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลใจจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ หลัก ๆ คือเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากร ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงยังกระทบวัตถุดิบบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำมันให้เริ่มขาดแคลน ซึ่งมองว่าผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในส่วนนี้จะกระทบเป็นวงกว้างกับเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่น่ากังวลใจ คือ ผลกระทบต่อระดับเงินเฟ้อของไทยว่าจะปรับตัวขึ้นไปเร็วหรือไม่ แม้ว่าปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ในระดับต่ำ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศไม่ค่อยดีอยู่แล้ว หากมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อสูงเพิ่มเข้ามา จะทำให้เกิดปัญหาได้ และโดยหลักในการแก้ปัญหาส่วนนี้ในต่างประเทศจะพยายามปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งประเด็นนี้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อทิศทางของประเทศไทย ที่ควรจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น นายนณริฏ เห็นว่า อาจจะน้อยกว่า เนื่องจากเดิมทีเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดีอยู่แล้ว อยู่ในระดับซึม ๆ ทรุด ๆ โดยปัจจัยเศรษฐกิจไหนที่ยังเดินได้ก็ยังสามารถประคับประคองให้พอไปได้ โดยประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างน้อย 0.2-0.4%

"คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ราว 1.6% และคงยากที่จะโตไปถึง 2% เพราะต้องเข้าใจก่อนว่าปัจจุบันเศรษฐกิจเราไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ลุ่ม ๆ ดอน ๆ สัญญาณเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ชะลอตัว ยังไม่ค่อยดีนัก ถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้น ถึงจะสูงขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ก็เป็นการซ้ำเติมปัญหา และการประเมินตัวเลขที่ 2% นั้น เกิดขึ้นก่อนมีสงคราม แต่พอมีสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะชะลอลงมากอีก" นักวิชาการอาวุโส TDRI กล่าว

พร้อมมองว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่ควรมีการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยังเชื่อว่ากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังสามารถรองรับได้ แม้ปัจจุบันสถานะของกองทุนน้ำมันฯ จะเริ่มกลับมาติดลบ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก หากเทียบกับในอดีตที่กองทุนน้ำมันฯ เคยมีสถานะติดลบมหาศาล

ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจว่ากองทุนน้ำมันฯ มีหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพราคา และลดความผันผวนของราคา ไม่ใช่หน้าที่ในการลดราคา และหลายฝ่ายก็ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ จะเป็นเพียงระยะสั้น เมื่อสถานการณ์คลี่คลายระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกก็จะปรับตัวลดลงมา

"หากสถานการณ์ไม่ลากยาวเกิน 3 เดือน ก็ควรเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมันฯ อย่างเดียว ผมไม่เห็นด้วยกับแนวทางอื่น โดยเฉพาะการกู้เงิน แต่หากสถานการณ์ลากยาวกว่า 3 เดือน กองทุนน้ำมันฯ ไม่ไหว ก็ถึงเวลาที่จะต้องทยอยปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกของตลาด เช่นเดียวกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะมองว่า ทำไปค่าก็เท่ากัน ก็แค่เปลี่ยนเป็นการเอารายได้รัฐให้ลดลง ผมว่ามันไม่ควร และไม่เห็นด้วย ประเด็นสำคัญที่สุด คือ เราไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกราคาตลาด ผมเชื่อแบบนั้น" นายนณริฏ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ