นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรักษาการผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลก และจะมีผลต่อราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้นนั้น ในส่วนของ รฟท. มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง (ดีเซล) ประมาณ 8-9 ล้านลิตร/เดือน ซึ่ง รฟท.มีสัญญาซื้อน้ำมันโดยตรงกับ บมจ. ปตท. (PTT) โดยมีซัพพลายเป็นรายเดือน อีกทั้งมีการตกลงราคาที่ได้ส่วนลดจากราคาตลาดเล็กน้อย หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 240 ล้านบาท/เดือน
ทั้งนี้ รฟท. มีสัดส่วนการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น และราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้นนี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลดำเนินงานและรายได้ของรฟท. ที่อาจจะขาดทุนเพิ่ม โดยปี 2569 ประเมินผลขาดทุนไว้ประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินจากราคาน้ำมันก่อนเกิดปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากหลังจากนี้ ราคาน้ำมันสูงขึ้นอีก ก็อาจต้องประเมินตัวเลขผลการดำเนินงานใหม่
นอกจากนี้ รฟท.จะต้องต้องเร่งหารายได้เพิ่มเติม เพื่อมาเสริมผลดำเนินการงาน รวมถึงอาจจะต้องบริหารจัดการการเดินรถ ทั้งในการเพิ่ม-ลดขบวน ให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสาร เหมือนช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19
สำหรับ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 27 มีนาคม 2569 นั้น นายอนนันต์ กล่าวว่า กรมราง จะกำหนดและประกาศค่าพิกัดสูงสุด สำหรับค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าเป็นเพดานไว้ ซึ่ง รฟท.จะมาดูว่าราคาตลาด กับราคาค่าโดยสาร ที่จะให้มีความสมดุลกันนั้นเป็นเท่าไร