SCB คาดแนวโน้มบาทยังอ่อนค่า จับตาสงครามส่อเดือด-ยืดเยื้อ มองเฟดชะลอลดดอกเบี้ย

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday March 19, 2026 17:45 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

SCB คาดแนวโน้มบาทยังอ่อนค่า จับตาสงครามส่อเดือด-ยืดเยื้อ มองเฟดชะลอลดดอกเบี้ย

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเหนือ 32.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยเงินบาทอ่อนค่าแรงวันนี้ เป็นผลจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่สูงขึ้นเร็ว

โดย reactions นี้ ไม่ได้เป็นแค่ผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกมาส่งสัญญาณ Hawkish (จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น) แต่เป็นผลสืบเนื่องจากสงครามในอิหร่านที่รุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มกระทบโครงสร้างพลังงานของโลกมากขึ้น หลังอิหร่านโจมตีโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกาตาร์ ทำให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จึงทำให้เงินบาทอ่อนค่า

SCB คาดแนวโน้มบาทยังอ่อนค่า จับตาสงครามส่อเดือด-ยืดเยื้อ มองเฟดชะลอลดดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เมื่อคืนออกมาสูงกว่าคาด ทำให้เห็นแรงกดดันเงินเฟ้อตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามในอิหร่าน จึงหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอีกด้วย

นายวชิรวัฒน์ มองว่า แนวโน้มเงินบาทจะยังอ่อนค่าต่อในระยะสั้นต่อเนื่อง โดยมองกรอบในระยะ 1 เดือนจากนี้ที่ราว 32.60-33.10 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจาก

1. สงครามในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรง ถึงแม้สหรัฐฯ จะกังวลเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ทำให้มีท่าทีที่แข็งกร้าวน้อยลง แต่อิสราเอลยังเดินหน้าโจมตีอิหร่าน และได้ขยายการโจมตีไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าอิหร่านและอิสราเอลจะตกลงกันได้ จึงมีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อกว่าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้ว่าสงครามจบภายใน 6 สัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อาจยังอยู่ในระดับสูงที่ราว 108-115 ดอลลาร์/บาร์เรล กดดันให้ US Treasury yields สูงขึ้น ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า และเงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทอ่อนค่าต่อได้

2. ความเสี่ยง Stagflation เพิ่มมากขึ้น โดยตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีสัญญาณเร่งตัวตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสงคราม (จากภาคบริการ) จึงมีโอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบาย Hawkish กล่าวคือ มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยช้าลงและน้อยกว่าที่เคยคาดไว้ โดยคาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในปีนี้ (เดิมคาด 2 ครั้ง) อย่างเร็วอาจเป็นช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป แต่หากสงครามยืดเยื้อ ดันเงินเฟ้อสูงกว่าคาด (CPI กลับมาสูงกว่า 3.5%) ก็อาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้

3. ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายโลกเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนลดการถือครอง EM assets ลง และหันมาถือเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็น Safe haven currency ส่งผลให้เงินภูมิภาค เช่น เงินหยวน อ่อนค่าลงด้วย ดังนั้นแรงหนุนต่อเงินบาทจึงลดลงเช่นกัน อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าไทยมากในเดือน ม.ค.-ก.พ. กลับมาไหลออกในเดือนนี้ค่อนข้างมาก (ออกจากตลาดหุ้นและบอนด์รวมกันราว 8 หมื่นล้านบาท)

"ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วนี้ มองว่าเป็นโอกาสที่ผู้ส่งออกจะทยอยขาย USDTHB ได้ โดยมองกรอบการขายที่ราว 32.85-33.35 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ อาจพิจารณาซื้อ Options เพื่อปิดความเสี่ยงจากกรณีที่สงครามอาจกลับมาลดความรุนแรงลง และทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็ว แต่ขณะเดียวกัน การใช้ Options ก็สามารถเปิดโอกาสที่จะได้ขายดอลลาร์ในระดับที่สูงขึ้น หากบาทอ่อนค่าต่อ" นายวชิรวัฒน์ ระบุ

สำหรับผู้นำเข้านั้น หาก USDTHB ย่อลงมาใกล้เคียง 32.50 บาท/ดอลลาร์ และต่ำกว่า จะเป็นจังหวะให้ผู้นำเข้าที่ต้องการซื้อ USDTHB สามารถทยอยซื้อได้ โดยมองว่าโอกาสที่ USDTHB จะลงมาต่ำกว่า 32.00 บาท/ดอลลาร์ อาจมีไม่สูงนัก แต่มีโอกาสที่บาทจะอ่อนค่าต่อได้ เพราะสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากขึ้น

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) คณะกรรมการมีมติ 11 ต่อ 1 ให้คงดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate) ไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตามคาดนั้น นายวชิรวัฒน์ กล่าวว่า ในแถลงการณ์หลังการประชุม กรรมการเน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และได้ตัดถ้อยคำในแถลงการณ์เดือนม.ค. ที่ระบุว่าตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณ "ทรงตัว" ออกไป และแทนที่ด้วยการระบุว่า อัตราการว่างงาน "แทบไม่เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา"

อีกทั้งในประมาณการเศรษฐกิจ กรรมการได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อปี 2569 เป็น 2.7% (จากเดิม 2.4%) และปรับเพิ่มเงินเฟ้อพื้นฐานเป็น 2.7% (จากเดิม 2.5%) ขณะเดียวกัน ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เล็กน้อยเป็นขยายตัว 2.4% (จาก 2.3%) และคงคาดการณ์อัตราการว่างงานปลายปี 2569 ไว้ที่ 4.4%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ