นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ช่วงเย็นวันนี้ (25 มี.ค.) จะหารือถึงประเด็นเพื่อจัดส่งน้ำมันให้เพียงพอในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพราะประชาชนยังมีความกังวลสถานีน้ำมันในระหว่างการเดินทางจะมีน้ำมันไม่เพียงพอ โดยในส่วนของรถโดยสารบขส.ได้ประสานกับทางบมจ.ปตท. (PTT) ให้อัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบจุดบริการที่อยู่ภายในสถานีขนส่งหรือจุดเติมน้ำมัน รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะทั้งรถประจำทางและรถที่จะนำมาวิ่งเสริมให้อย่างเพียงพอ
สำหรับน้ำมันดีเซลมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังวันที่ 28 ก.พ.69 หลังเกิดเหตุที่ตะวันออกกลาง จากก่อนหน้าที่มีปริมาณการใช้เฉลี่ย 67 ล้านลิตรต่อวัน ถึงปัจจุบัน ปริมาณการใช้มีค่าเฉลี่ยเพิ่มเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตของโรงกลั่น มีประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้จากเดิมที่มีน้ำมันเหลือ 10 ล้านลิตรต่อวัน กลับเป็นขาดน้ำมัน 7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีได้มีการลงนามในคำสั่งให้งดการเพิ่มการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 เข้าสู่ระบบเพื่อสำรองให้รัฐ จากเดิมวันที่ 31 มีนาคม ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.5% และวันที่ 30 เมษายน เพิ่มขึ้นอีก 1.5% ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันสำรองรวมของ 2 เดือนที่ประมาณ 2% (คิดจากปริมาณสำรอง 36,000 ลิตรต่อปี เท่ากับประมาณ 720 ล้านลิตรที่ชะลอออกไป) และคงไว้ที่น้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิม จะทำให้ปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาด เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์มากขึ้น
ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันทั้ง ปตท. บางจาก คาลเท็กซ์ ฯลฯ ต่างกันเร่งสั่งซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งนอกอ่าวเปอร์เซียเพื่อนำมาทดแทนในสัดส่วนประมาณ 50%
นอกจากนี้ ในสุดสัปดาห์นี้จะนำผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล B20 ออกมาจำหน่ายในราคาถูกกว่าดีเซล B 7 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร ในปริมาณ 16 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนและช่วยเรื่องต้นทุนรถขนส่ง รถโดยสารสาธารณะต่างๆ ที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะไม่มีการปรับค่าโดยสารแต่อย่างใด แต่ในอนาคตหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ และราคาน้ำมันดีเซลอาจจะปรับขึ้นไปกว่า 35 บาทต่อลิตร ที่ประชุมศบก.คงจะต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มต่อไป