กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยภาคเอกชนผู้ผลิตปิโตรเคมี จัดงาน "เชื่อม Supply ปิโตรเคมีไทย จากต้นน้ำถึงผู้ใช้" เพื่ออัปเดตสถานการณ์ปิโตรเคมีไทย รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ใช้ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมีความผันผวนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในบางภูมิภาค ส่งผลต่อราคาพลังงาน วัตถุดิบ และการขนส่งระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูลการค้า การติดตามสถานการณ์ตลาดโลก มาตรการดูแลผู้ประกอบการ และการประสานความร่วมมือ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ผู้ผลิตต้นน้ำมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย
ขณะที่อุตสาหกรรมกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก เผชิญกับราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับเพิ่ม ขึ้นถึง 50-70% ส่วนอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อาหาร บรรจุภัณฑ์ ยา และเครื่องสำอาง ต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งด้านวัตถุดิบและการขนส่งพร้อมกัน
สำหรับแนวทางการรับมือ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐและเอกชนติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่กับการกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง เน้นการใช้วัตถุดิบจากผู้ผลิตในประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง Ecosystem ของ Supply Chain ประเทศไทย และการพัฒนาระบบบริหารจัดการและจัดทำสต๊อกให้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทน เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิล หรือวัตถุดิบอื่นที่ทดแทนได้ รวมถึงการยกระดับการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ตลอดจนผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและวัตถุดิบหมุนเวียนภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในบริบทโลกที่กำลังก้าวสู่ยุคการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)
ขณะที่ผู้แทนกลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมี เปิดเผยว่า ภาคการผลิตยังคงดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพ สามารถรองรับความต้องการใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ โดยเม็ดพลาสติกประเภทโพลิเอทิลีน (Polyethylene: PE) ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวด ฝาขวด และถุงหูหิ้ว ยังคงมีซัพพลายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ซึ่งใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหาร อาทิ ซองอาหาร ถุงร้อน และกล่องพลาสติก อาจมีความตึงตัวในบางช่วง
อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยังสามารถบริหารจัดการซัพพลายได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ แม้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเคมียังยืนยันแนวทางบริหารซัพพลาย โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเป็นลำดับแรก (Domestic First) ควบคู่กับการบริหารสต๊อก การวางแผนส่งมอบ และการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันการขาดแคลนในบางอุตสาหกรรม พร้อมทั้งทำงานร่วมกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานในการวางแผนความต้องการล่วงหน้า และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบทดแทน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ และยืนยันว่าซัพพลายยังคงเพียงพอ รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง