พิษสงครามตอ.กลาง-ศก.โลกชะลอ ฉุดส่งออกอาหารปีนี้ -7.3% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday March 31, 2026 15:00 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พิษสงครามตอ.กลาง-ศก.โลกชะลอ ฉุดส่งออกอาหารปีนี้ -7.3% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน

สถาบันอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดมูลค่าการส่งออกอาหารไทยในปี 69 จะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% จากในปี 68 การส่งออกสินค้าอาหารไทยมีมูลค่า 1,510,066 ล้านบาท หดตัว 8.1% โดยคาดว่าไตรมาส 2 จะทรุดหนัก ก่อนค่อยๆ ฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ปัจจัยลบที่กระทบส่งออก สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทยกัมพูชา

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 69 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% ปัจจัยหลักมาจาก ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

รวมไปถึง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก

ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทยกัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน

โดยคาดว่า ในไตรมาสแรกของปี 69 การส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด และในช่วงไตรมาส 2 จะหดตัวรุนแรงที่ -17.7% ก่อนจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารไทยให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ระบุว่า การส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะ "เครื่องยนต์ใหม่" ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ย 11.1%ต่อปี

โดยสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 7.4% ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6 % ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย 3.7% แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นแต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด

ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน 1.1% กลับชะลอตัวลงเฉลี่ย 0.7 % และ 2.5% ตามลำดับ สะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการยอมรับของตลาด แม้ภาพรวมอาหารอนาคตจะมีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการเติบโตยังไม่กระจายตัวและมีความเปราะบาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว

*ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อาจยังไม่ส่งผลต่อราคาใน 2-3 เดือนนี้

นายทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส.อ.ท. กล่าวถึง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า สิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมกังวลคือ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องไม่ขาดแคลน แต่มีการคาดการณ์ว่า ประมาณกลางเดือนเมษายน อาจจะมีปัญหาเรื่องแพกเกจจิ้ง ซึ่งกลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มพลาสติกเริ่มมีการพูดคุยกันแล้ว เพื่อจะดูแลสินค้าไม่ให้ขาด ซึ่งเท่าที่ทราบผู้ประกอบการรายเล็กเริ่มประสบปัญหาแล้ว แต่เชื่อว่า สถานการณ์ยังควบคุมได้อยู่

ส่วนกรณีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าขนส่ง ขณะนี้ทางผู้ประกอบการทุกคนเข้าใจและคงอั้นราคาไว้ก่อน และแม้ว่าต้นทุนด้านขนส่งในกิจการขนาดใหญ่ส่วนใหญ่เริ่มขอปรับราคามาแล้ว หรือในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกขอปรับแล้ว 20% แต่เมื่อดูจากอาหารสำเร็จรูป เรื่องแพจเกจจิ้งไม่ใช่ต้นทุนหลัก ตอนนี้รายใหญ่ๆ ยังรอดูสถานการณ์

*หากสถานการณ์ลากยาว ส่งผลกระทบเงินเฟ้อพุ่ง ทั่วโลกเพิ่มดอกเบี้ย

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธาณคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต ประเมินสถานการณ์เลวร้ายสุด ๆ หากสงครามยืดเยื้อไปอีก 2-3 เดือน คงส่งผลกระทบไปทั้งปีนี้แน่นอน และจะทำให้ต้นทุนทุกประเทศขยับขึ้นหมด เรื่องกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับมาเป็นปัญหาอีก รวมทั้งเงินเฟ้อทั่วโลกขยับสูงอีกรอบ และถ้าเลวร้ายสุดๆ นอกจากเงินเฟ้อสูงขึ้น นโยบายทางการเงินประเทศต่างๆ เร่งขึ้นดอกเบี้ย ยิ่งทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยลงไป

สำหรับการปรับขึ้นราคาน้ำมัน สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการไม่ว่าจะเป็นการบริหารด้วยเงินกองทุนน้ำมันฯ การลดภาษีสรรพสามิตที่เข้ามาช่วยในระยะสั้น รวมถึงมาตรการดูแลกลุ่มเอสเอ็ม กลุ่มเปราะบาง และค่าขนส่ง ต้องดูแลเป็นกรณีๆไป แต่ถ้าในระยะยาวหากกินเวลาไป 6 เดือนถึง 1 ปีคงเอาไม่อยู่


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ