น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.69 โดยรวมชะลอลงจากเดือนก่อน จากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ด้านอุปสงค์ชะลอลง ตามการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ปรับลดลงในบางหมวดสินค้าหลังจากเร่งไปในเดือนก่อนจากปัจจัยชั่วคราว อีกทั้งรายรับภาคท่องเที่ยว ที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลง หลังมีการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรดี การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ขณะที่ด้านอุปทานปรับลดลงจากกิจกรรมทั้งในภาคบริการ และการผลิตภาคอุตสาหกรรม

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่จะทำให้เงินเฟ้อ และค่าครองชีพสูงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัวจากราคาพลังงานโลก และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยง และภาคการส่งออกต่อไป ซึ่งความรุนแรงของผลกระทบ ขึ้นกับความยืดเยื้อของสถานการณ์
โดยประเด็นที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ 1) พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง 2) ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน รวมถึงมาตรการรับมือและเยียวยาของภาครัฐจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และ 3) การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
- เศรษฐกิจด้านอุปสงค์
- การบริโภคภาคเอกชน : เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อนจากการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเป็นหลัก ตามยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ลดลง หลังจากที่ผู้บริโภคเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง นอกจากนี้ หมวดบริการปรับลดลงจากหมวดโรงแรม และร้านอาหาร สอดคล้องกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลง และหมวดสินค้าไม่คงทนลดลง ตามการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ดี หมวดสินค้ากึ่งคงทนเพิ่มขึ้นตามการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากความคาดหวังในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และมาตรการภาครัฐที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจ
- การลงทุนภาคเอกชน : เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากทั้งการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดก่อสร้าง โดยหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ แม้ยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศจะลดลง ด้านการลงทุนในหมวดก่อสร้างเพิ่มขึ้น จากทั้งอาคารที่มิใช่ที่อยู่อาศัย ตามการก่อสร้างอาคารสำนักงาน และอาคารพาณิชย์ รวมทั้งอาคารที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมและบ้าน
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหมวดยานพาหนะลดลงตามมูลค่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่เร่งไปในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับการนำเข้าเครื่องบิน และเรือที่ลดลงด้วย
- จำนวนและรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ : จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลที่ลดลง หลังเดินทางเข้ามามากในช่วงก่อนหน้า รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และมาเลเซีย ที่ลดลงหลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน
อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวจีนปรับเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงเทศกาลตรุษจีน ด้านรายรับภาคท่องเที่ยวที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ลดลงสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ
- การส่งออกสินค้า : มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จากทั้งการส่งออกสินค้าในหมวดปิโตรเลียม ตามการส่งออกไปอาเซียน และหมวดอัญมณีและเครื่องประดับ ตามการส่งออกไปอินเดียที่ลดลง หลังเร่งไปมากในเดือนก่อนเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าในหมวดสินค้าอื่น ๆ ยังเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน โดยหมวดอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมไปจีน และสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนไปฮ่องกง ขณะที่หมวดยานยนต์และชิ้นส่วน เพิ่มขึ้นตามการส่งออกรถยนต์นั่งไปออสเตรเลีย และรถยนต์เชิงพาณิชย์ไปยังออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง
- การนำเข้าสินค้า : มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน จาก 1) หมวดเชื้อเพลิงตามการนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่ลดลงในด้านปริมาณเป็นสำคัญ 2) หมวดสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน หลังเร่งไปในเดือนก่อน และ 3) หมวดสินค้าทุนไม่รวมเครื่องบิน ตามการนำเข้าเครื่องจักรจากหลายประเทศ และคอมพิวเตอร์จากจีน หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อน
อย่างไรก็ดี หมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค เพิ่มขึ้นตามการนำเข้าเครื่องประดับจากญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเพื่อจำหน่ายในงานจัดแสดงเครื่องประดับในไทย
- การใช้จ่ายภาครัฐ : การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลาง ขยายตัวตามการเบิกจ่ายเงินบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ และงบบุคลากร ขณะที่รายจ่ายลงทุนขยายตัวตามการเบิกจ่ายของหน่วยงานด้านคมนาคม และการเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี โดยเฉพาะโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 อย่างไรก็ตาม รายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ หดตัวจากการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก
- เศรษฐกิจด้านอุปทาน
- การผลิตภาคอุตสาหกรรม : ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขจัดปัจจัยฤดูกาล ลดลงจากเดือนก่อนในทุกกลุ่ม โดยกลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกน้อยกว่า 30% ลดลงจากการผลิตหมวดปิโตรเลียมที่หยุดผลิตชั่วคราว ตามแผนการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น กลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออกในสัดส่วน 30-60% ลดลงจากหมวดยานยนต์ หลังเร่งผลิตไปมากในช่วงก่อนหน้า เพื่อรองรับอุปสงค์ยานยนต์ไฟฟ้า
ขณะที่กลุ่มผลิตเพื่อส่งออกมากกว่า 60% ลดลงตามการผลิตเครื่องปรับอากาศที่มีระดับสินค้าคงคลังสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุปสงค์ที่ลดลงและการแข่งขันที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ยังมีหมวดที่การผลิตปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางและพลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงวัสดุก่อสร้าง
- ภาคบริการ : เครื่องชี้ภาคบริการที่ไม่รวมการซื้อขายทองคำและขจัดปัจจัยฤดูกาลลดลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคการค้า
อย่างไรก็ดี กิจกรรมในภาคขนส่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการขนส่งผู้โดยสาร จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย และการเดินทางในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ด้านกิจกรรมในภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างของทั้งภาครัฐ และเอกชน
- รายได้เกษตรกร : รายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากราคาสินค้าเกษตรที่หดตัวต่อเนื่องเป็นสำคัญ โดยเฉพาะยางพารา สุกร ปาล์มน้ำมัน และข้าวขาว จากอุปทานทั้งในและต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และอุปสงค์จากยางพาราจากจีนที่ฟื้นตัวไม่มากนัก แม้ว่าในเดือนนี้ ปริมาณผลผลิตจะขยายตัวดีขึ้นจากผลผลิตปาล์มน้ำมัน และอ้อย จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย รวมถึงการเลื่อนการเก็บเกี่ยวอ้อยจากปลายปีก่อนมาเป็นไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากฝนตกหนัก
- ภาวะการเงินและเสถียรภาพ
- ภาวะการเงิน : การระดมทุนของภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจผลิตอาหาร และภาคการค้า ประกอบกับการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับซอฟแวร์ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลง จากธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและก่อสร้าง สำหรับต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ณ สิ้นเดือน ก.พ. 69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้น และระยะยาว ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งนี้ ณ 25 มี.ค. 69 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนในประเทศเศรษฐกิจหลักและภูมิภาค ตามการปรับการคาดการณ์ของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงิน เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้นมาก
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ : เดือน ก.พ.69 เงินบาทเฉลี่ยปรับแข็งค่าเล็กน้อย โดยเงินบาทแข็งค่าในช่วงต้นเดือน จากเสถียรภาพการเมืองไทยที่ปรับดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี เงินบาทปรับอ่อนค่าในช่วงปลายเดือน ก.พ.69 และอ่อนค่าเร็วในเดือน มี.ค. 69 (ข้อมูลถึง 25 มี.ค. 69) ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ จากผลของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานโลกสูงขึ้นมาก
ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยอ่อนค่าในเดือน ก.พ.69 และ มี.ค.69 มากกว่าสกุลคู่ค้าคู่แข่ง จากความกังวลของตลาดที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง และกว่าครึ่งมาจากตะวันออกกลาง
- เสถียรภาพเศรษฐกิจ
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไป : อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน ตามหมวดอาหารสด จากราคาผักและเนื้อสัตว์ที่ลดลง ตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานติดลบใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ยังเป็นบวกใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยราคาเครื่องประกอบอาหาร และอาหารสำเร็จรูปปรับลดลง ขณะที่ราคาของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น จากการลดการทำโปรโมชันของผู้ประกอบการ
- ภาวะตลาดแรงงาน : การจ้างงานโดยรวมลดลงจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ปรับลดลง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มขึ้น จากดุลการค้าที่เกินดุลตามการนำเข้าสินค้าที่ลดลง ประกอบกับดุลรายได้ บริการ และเงินโอนเกินดุลเพิ่มขึ้น ตามการส่งกลับกำไรไปต่างประเทศที่ลดลง และรายรับเงินโอนที่เพิ่มขึ้น
- เสถียรภาพและฐานะการเงินของภาคธุรกิจ (ไตรมาส 4 ปี 2568)
ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET และ mai) ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน โดยรวมปรับลดลงจากไตรมาสก่อน โดยความสามารถในการทำกำไร (Operating Profit Margin: OPM) ลดลงจาก 7.3% ในไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 6.7% จากทุกประเภทธุรกิจในภาคการผลิตและภาคบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ดี ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio: ICR) ทรงตัวอยู่ที่ 4.4 เท่า ขณะที่สภาพคล่อง (Current Ratio :CR) และการพึ่งพาหนี้ (Debt to Equity ratio: DE) โดยรวมทรงตัวจากไตรมาสก่อน อยู่ที่ 1.8 เท่า และ 0.7 เท่า ตามลำดับ