นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจังในการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน โดยเฉพาะกรณีส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ โดยระบุว่า รัฐต้องใช้อำนาจตามกฎหมายแทนการขอรับบริจาค เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล
นายกรณ์ ยังระบุว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพจากปรากฏการณ์ค่าการกลั่นที่บางวันพุ่งสูงถึง 17 บาทต่อลิตร ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว ซึ่งหาก คตร.พบข้อเท็จจริงว่า โรงกลั่นมีกำไรเกินควรจริง รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะใช้อำนาจรัฐดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าหน่อมแน้มขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น
นายกรณ์ ยังเตือนรัฐบาลว่า การใช้วิธีขอความร่วมมือโดยไม่มีกฎหมายรองรับนั้น นอกจากจะแสดงถึงความไม่จริงจังแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหลักธรรมาภิบาลของโรงกลั่นที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นได้
นายกรณ์ ยังได้หยิบบทเรียนเมื่อปี 2565 เพื่อเตือน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน คตร.ว่า อย่าเดินซ้ำรอยยุทธศาสตร์การซื้อเวลาที่ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้ประกอบการเคยใช้มาแล้ว โดยในครั้งนั้น โรงกลั่นเคยตกลงว่าจะบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน) แต่สุดท้ายกลับมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัทเท่านั้น และเรื่องก็เงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่องอย่างแท้จริง
นายกรณ์ ยังย้ำว่า ความชัดเจนและความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย สังคมควรได้รับรู้ว่าโครงสร้างราคาในปัจจุบันบกพร่องจริงหรือไม่ และประชาชนรอการทำงานที่จริงจังและโปร่งใส ดังนั้น รัฐบาลอย่าใช้วิธีการซื้อเวลารอให้กระแสกดดันผ่านไป รัฐบาลต้องยึดหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งภาคธุรกิจและที่สำคัญที่สุดคือเพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน
ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นัดที่ 2/2569 วานนี้ สั่งการให้กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมัน นำส่งแบ่งกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นส่วนหนึ่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดภาระค่าน้ำมันให้ประชาชน แบบเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565
โดยระหว่างนี้ จะให้กระทรวงพลังงานทำตัวเลขรายละเอียดรายได้ที่แท้จริงของโรงกลั่น เพื่อเป็นฐานในการคำนวณ ว่าจะส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกในอัตราเท่าไร ซึ่งหากได้ผลการศึกษาแล้ว จะเร่งเสนอ ที่ประชุม ครม. นัดแรกวันที่ 6 เมษายนนี้ทันที