นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เจรจาลดค่าการกลั่นลง 2 บาทจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่มีข้อสังเกตว่ามาตรการนี้ "ยังไม่เพียงพอและขาดความชัดเจน" ชี้ รัฐบาลและภาคธุรกิจควรมีความชัดเจนและร่วมมือกันแบ่งเบาภาระมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนต่อประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว
"ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ สะท้อนว่ารัฐเริ่มเห็นปัญหา และพยายามเข้ามาดูแลสถานการณ์ แต่ต้องเรียนตามตรงว่า มาตรการลดค่าการกลั่น 2 บาทนี้ยังไม่เพียงพอ และมีความคลุมเครือในแง่หลักธรรมาภิบาล" นายกรณ์ กล่าว1.การกำหนดให้ลด 2 บาท เป็นการอิงกับระดับราคาเดือนที่แล้วที่ค่าการกลั่นประมาณ 7 บาท ในขณะที่ราคาวันนี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปถึง 18.16 บาท ดังนั้นการลดลง 2 บาท ยังไม่สอดคล้องกับระดับราคาปัจจุบัน พูดง่ายๆ คือ กว่ารัฐบาลจะปรับสูตรลดราคาอีกครั้ง ประชาชนก็จะต้องจ่ายในราคาที่สูงเกินควรไปแล้ว โดยไม่มีกลไกในการในการการชดเชยย้อนหลังกับส่วนที่จ่ายเกินไป
2.ที่ยังขาดความชัดเจน คือ ต้นทุนที่แท้จริง ของโครงสร้างราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับใด ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ข้อสรุปแล้วหรือยัง? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบเมื่อใด?
3.ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราเดิม ซึ่งส่วนนี้เป็นภาระต่อประชาชนที่รัฐบาลควรรับผิดชอบเองทันที ซึ่งหากดำเนินการควบคู่กัน จะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันได้อย่างมาก และลดความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่มเติมในอนาคต
4.รัฐบาลปฏิเสธแนวคิดเรื่องภาษีลาภลอย โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ได้สัมภาษณ์ว่า "ลาภลอยไม่มีอยู่จริง" แต่แล้วก็ยังยืนยันวิธีการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วว่า หละหลวมและขาดกฎหมายรองรับ
5.มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการใช้พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชิ้อเพลิง พ.ศ. 2516 อาจจะถูกท้าทายว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกฎหมาย เพราะกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้อำนาจรัฐบาลแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน และไม่มีมาตราใดที่กำหนดอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลกำหนดราคาให้กับโรงกลั่นได้ (รัฐบาลมีอำนาจแน่นอน แต่อาจไม่ใช่ด้วยกฎหมายฉบับนี้) ตามรายงานข่าว เมื่อวานนี้รมว.พลังงานเอกนัฏได้เชิญ 6 โรงกลั่นเข้าร่วมประชุม แต่มีบางรายไม่เข้า หากมีการ ท้าทายเรื่องการใช้กฎหมาย อาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายเพิ่มเติม
"ผมเห็นว่าประเด็นทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันคิดหาทางออก หลักสำคัญของประชาธิปัตย์ตลอดมาคือ ประชาชนไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจยังมีศักยภาพที่จะร่วมกันแบ่งเบาได้มากกว่านี้ ท่าทีล่าสุดจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้นครับ"นายกรณ์ กล่าว