นางกิริฎา เภาพิจิตร ประธานคณะที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ "ทิศทางการค้า และการลงทุน หลังจัดตั้งรัฐบาล" ในงานสัมมนา FTA GO! ว่า วันนี้ทุกคนต้องยอมรับว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม เราต้องอยู่ใน New Normal ไปอีกนาน เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่หนักสุดในรอบ 30 ปีนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง
ผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดปัญหา 1. Supply Disruption สินค้าขาดแคลน และปรับขึ้นราคา ซึ่งในส่วนของรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ จะพยายามช่วยประคับประคองไม่ให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นรุนแรง โดยจะให้ภาคเอกชนค่อย ๆ ปรับตัว 2. เกิดการแบ่งกลุ่มประเทศเป็นหลายขั้ว เช่น ขั้วสหรัฐฯ, ขั้วของประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ, ขั้วจีน และประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ขั้วใด เช่น ไทย 3. เกิดระเบียบโลกใหม่ เช่น การย้ายฐานการผลิต การเลือกใช้เทคโนโลยี การใช้สกุลเงินหลักอื่นทดแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลง Financial Hub

นางกิริฎา กล่าวว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งเมื่อมองเห็นโอกาสก็จะทำให้เราสามารถเตรียมตัวและรับมือได้ โดยผู้ประกอบการไทยยังมีความแข็งแกร่งใน sector ที่เกี่ยวกับการเกษตร และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอด ตลอดจนด้าน Wellness สมุนไพร เครื่องสำอางค์ และ Functional Food เป็นต้น ซึ่งสินค้าในกลุ่มเหล่านี้ของไทยเป็นที่เชื่อถือ และได้รับการยอมรับในตลาดโลก ซึ่งในระดับนโยบาย จะพยายามเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งการรุกเจรจา FTA ใหม่ และอัพเกรด FTA เดิม รวมถึงช่วยพัฒนาด้านการผลิต และดึงดูดการลงทุนที่มี local content สูง

พร้อมแนะ 3 แนวทางการปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสในโลกยุคใหม่
1. กระจายความเสี่ยง โดยเลิกการพึ่งพาตลาดเดียว ใช้ประโยชน์ความตกลง FTA ขยายสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และแอฟริกา
2. ยกระดับสู่มาตรฐาน โดยปรับกระบวนการผลิตสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพือ่รับมือกติกาโลกที่เข้มงวด เช่น CBAM
3. ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า และลดต้นทุน มุ่งสร้าง high Value-added ผ่านเทคโนโลยี
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง โดยออกมาตรการครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการด้านอุปทานและการค้าระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญ นอกจากนี้ ยังต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ประสานความร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ทั้งกลุ่มแอฟริกาใต้และลาตินอเมริกา พร้อมสั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้เร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อประคองระดับรายได้จากการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
รวมทั้งมีนโยบายการทูตเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) บูรณาการเครือข่ายเอกอัครราชทูต และกงสุลทั่วโลกให้เป็น 'Extended Team' หรือทัพหน้าในการเปิดประตูการค้า และสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยดึงจุดแข็งด้านการต่างประเทศ และความมั่นคงมาช่วยเสริมอำนาจต่อรองทางการค้า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ยังตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้วาระด้านเศรษฐกิจและการค้าถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศเคียงคู่กับมิติทางการเมืองเสมอ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในวงเสวนา "FTA กลยุทธ์การค้าไทยในโลกที่ผันผวน" ว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการค้าการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกลาง ได้สร้างผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เช่น ราคาก๊าซธรรมชาติ และพลังงานสูงขึ้น, ต้นทุนการผลิตจากการพึ่งพาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น, ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ, ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการหยุดชะงักของระบบขนส่ง, ค่าบริการเพิ่มเติมในช่วงหนาแน่น, ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม, ค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน และค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น
นางอารดา กล่าวว่า ปริมาณการค้าของไทยโดยรวมในแต่ละปี อยู่ที่มูลค่าราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่าการค้ากับไทยราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 6.8% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ซึ่งมูลค่าการค้าในสัดส่วน 6.8% ดังกล่าว ถือว่ามีนัยสำคัญมากต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากตะวันออกกลาง 27,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่นำเข้า 13,000 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง ล้วนแต่เป็นสินค้าที่ไทยใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี
"สินค้าที่เรานำเข้าจากตะวันออกกลาง ในอันดับต้น ๆ ล้วนแต่เป็นสินค้าที่ไทยมีส่วนใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ที่เรานำเข้ามากเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับ 3 คือก๊าซธรรมชาติ และอันดับ 5 ปุ๋ยเคมี ดังนั้นภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงนับว่ามีความสำคัญกับไทยเป็นอย่างมาก เพราะเขามาช่วยในการ drive เศรษฐกิจของไทย ทั้งในการผลิต และการแปรรูปสินค้า" นางอารดา กล่าวพร้อมระบุว่า แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และการใช้สิทธิประโยชน์จากการทำข้อตกลง FTA กับประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่มองว่าผู้ประกอบการไทย ยังสามารถใช้สิทธิได้มากกว่านี้อีก โดยจากข้อมูลล่าสุดในปี 2568 พบว่า ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA มากสุด 5 อันดับแรก ดังนี้ อันดับ 1 AFTA (อาเซียน) มูลค่า 33,156 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 72.45% อันดับ 2 ACFTA (อาเซียน-จีน) มูลค่า 25,131 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 96.11% อันดับ 3 AIFTA (อาเซียน-อินเดีย) 9,855 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 72.93% อันดับ 4 JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) 6,859 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 83.62% และ อันดับ 5 TAFTA (ไทย-ออสเตรเลีย) 5,613 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 56.42%
- มอง Q2 เป็นจุดต่ำสุดของศก.ไทยปีนี้ แนวโน้มเงินบาทยังอ่อนค่า
นายทิม ลีฬหะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย และเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปีนี้ คือ การอยู่กับความไม่แน่นอน เป็นวิกฤติบนความไม่ชัดเจน ซึ่งหากเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 นั้น ประเทศไทยเผชิญแค่ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันสงครามตะวันออกกลาง ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งวิกฤติราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ supply นำมาซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทั้งนี้ ประเทศที่มีความเปราะบางดังเช่นประเทศไทย จะได้รับผลกระทบมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จากตะวันออกกลางมากถึง 70% จึงทำให้ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
นายทิม ยังกล่าวถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า หากให้แยกประเมินเป็นรายไตรมาสนั้น จะเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะดี เพราะนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมา แต่พอเข้าเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นปลายไตรมาสก็เริ่มเจอกับปัญหาจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนไตรมาส 2 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวัง เพราะคาดว่าในเดือน เม.ย.นี้ จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น จากราคาน้ำมันแพงที่ส่งต่อไปที่การปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และผลกระทบที่ตามมา คือทำให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศชะลอตัว โดยมองว่าช่วงไตรมาสที่ 2 น่าจะเป็นช่วงต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะเดียวกัน ต้องจับตาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของต่างชาติ ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดสถานะเครดิตของประเทศไทยหรือไม่
ส่วนไตรมาสที่ 3 จะเป็นไตรมาสสำคัญ เพราะเชื่อว่าไตรมาสนี้จะได้เห็นความชัดเจนแล้วว่า สงครามตะวันออกกลางยุติลงหรือไม่ ซึ่งจะทำให้พอประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกในอนาคตได้ว่าจะยังพุ่งสูงต่อเนื่อง หรือเริ่มปรับลดลง ขณะที่ไตรมาส 4 เป็นช่วยไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว เชื่อว่าเศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น นายทิม มองว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ จะยังคงเห็นทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วง 32.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งโดยปกติแล้วในช่วงไตรมาสนี้มักจะเป็นการส่งกลับกำไรและปันผลของบริษัทต่างชาติในไทย ในขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้น จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1.00% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และยังไม่เห็นการส่งผ่านของธนาคารพาณิชย์ในการลดดอกเบี้ยเท่าที่ควร
"เมื่อมองไปข้างหน้า สถานการณ์สงครามที่ไม่ได้แค่กระทบกับราคาน้ำมัน ยังกระทบเงินเฟ้อ แต่กระทบกับเศรษฐกิจจริง ที่การใช้จ่ายที่ลดลง เกิด Supply Disrupt เป็นโจทย์ยากของแบงก์ชาติว่าจะลดดอกเบี้ยต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือจะคงดอกเบี้ยไว้ หรือจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ ซึ่งจะต้องมีการชั่งน้ำหนักให้ดี" นายทิม กล่าวพร้อมมองว่า โอกาสที่เป็นไปได้มากสุด คือ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม หรือไม่ก็ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ