พาณิชย์ ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย เร่งสปีดรับมือกติกาโลกใหม่ รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday April 8, 2026 15:53 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พาณิชย์ ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย เร่งสปีดรับมือกติกาโลกใหม่ รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง

นางกิริฎา เภาพิจิตร ประธานคณะที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ "ทิศทางการค้า และการลงทุน หลังจัดตั้งรัฐบาล" ในงานสัมมนา FTA GO! ว่า วันนี้ทุกคนต้องยอมรับว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม เราต้องอยู่ใน New Normal ไปอีกนาน เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่หนักสุดในรอบ 30 ปีนับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง

ผลกระทบจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดปัญหา 1. Supply Disruption สินค้าขาดแคลน และปรับขึ้นราคา ซึ่งในส่วนของรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์ จะพยายามช่วยประคับประคองไม่ให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นรุนแรง โดยจะให้ภาคเอกชนค่อย ๆ ปรับตัว 2. เกิดการแบ่งกลุ่มประเทศเป็นหลายขั้ว เช่น ขั้วสหรัฐฯ, ขั้วของประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ, ขั้วจีน และประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ขั้วใด เช่น ไทย 3. เกิดระเบียบโลกใหม่ เช่น การย้ายฐานการผลิต การเลือกใช้เทคโนโลยี การใช้สกุลเงินหลักอื่นทดแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลง Financial Hub

พาณิชย์ ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย เร่งสปีดรับมือกติกาโลกใหม่ รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง

นางกิริฎา กล่าวว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งเมื่อมองเห็นโอกาสก็จะทำให้เราสามารถเตรียมตัวและรับมือได้ โดยผู้ประกอบการไทยยังมีความแข็งแกร่งใน sector ที่เกี่ยวกับการเกษตร และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยต่อยอด ตลอดจนด้าน Wellness สมุนไพร เครื่องสำอางค์ และ Functional Food เป็นต้น ซึ่งสินค้าในกลุ่มเหล่านี้ของไทยเป็นที่เชื่อถือ และได้รับการยอมรับในตลาดโลก ซึ่งในระดับนโยบาย จะพยายามเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งการรุกเจรจา FTA ใหม่ และอัพเกรด FTA เดิม รวมถึงช่วยพัฒนาด้านการผลิต และดึงดูดการลงทุนที่มี local content สูง

พาณิชย์ ติดอาวุธผู้ประกอบการไทย เร่งสปีดรับมือกติกาโลกใหม่ รับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง

พร้อมแนะ 3 แนวทางการปรับตัว เพื่อคว้าโอกาสในโลกยุคใหม่

1. กระจายความเสี่ยง โดยเลิกการพึ่งพาตลาดเดียว ใช้ประโยชน์ความตกลง FTA ขยายสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และแอฟริกา

2. ยกระดับสู่มาตรฐาน โดยปรับกระบวนการผลิตสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพือ่รับมือกติกาโลกที่เข้มงวด เช่น CBAM

3. ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า และลดต้นทุน มุ่งสร้าง high Value-added ผ่านเทคโนโลยี

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง โดยออกมาตรการครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการด้านอุปทานและการค้าระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญ นอกจากนี้ ยังต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ประสานความร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ทั้งกลุ่มแอฟริกาใต้และลาตินอเมริกา พร้อมสั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้เร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อประคองระดับรายได้จากการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

รวมทั้งมีนโยบายการทูตเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) บูรณาการเครือข่ายเอกอัครราชทูต และกงสุลทั่วโลกให้เป็น 'Extended Team' หรือทัพหน้าในการเปิดประตูการค้า และสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยดึงจุดแข็งด้านการต่างประเทศ และความมั่นคงมาช่วยเสริมอำนาจต่อรองทางการค้า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ยังตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้วาระด้านเศรษฐกิจและการค้าถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศเคียงคู่กับมิติทางการเมืองเสมอ

*หนุนใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในวงเสวนา "FTA กลยุทธ์การค้าไทยในโลกที่ผันผวน" ว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการค้าการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกลาง ได้สร้างผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ เช่น ราคาก๊าซธรรมชาติ และพลังงานสูงขึ้น, ต้นทุนการผลิตจากการพึ่งพาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น, ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ, ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมการหยุดชะงักของระบบขนส่ง, ค่าบริการเพิ่มเติมในช่วงหนาแน่น, ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม, ค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน และค่าระวางเรือเพิ่มสูงขึ้น

นางอารดา กล่าวว่า ปริมาณการค้าของไทยโดยรวมในแต่ละปี อยู่ที่มูลค่าราว 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง มีมูลค่าการค้ากับไทยราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 6.8% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ซึ่งมูลค่าการค้าในสัดส่วน 6.8% ดังกล่าว ถือว่ามีนัยสำคัญมากต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าจากตะวันออกกลาง 27,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่นำเข้า 13,000 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง ล้วนแต่เป็นสินค้าที่ไทยใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าด้านพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยเคมี

"สินค้าที่เรานำเข้าจากตะวันออกกลาง ในอันดับต้น ๆ ล้วนแต่เป็นสินค้าที่ไทยมีส่วนใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ที่เรานำเข้ามากเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับ 3 คือก๊าซธรรมชาติ และอันดับ 5 ปุ๋ยเคมี ดังนั้นภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงนับว่ามีความสำคัญกับไทยเป็นอย่างมาก เพราะเขามาช่วยในการ drive เศรษฐกิจของไทย ทั้งในการผลิต และการแปรรูปสินค้า" นางอารดา กล่าว

พร้อมระบุว่า แม้ผู้ประกอบการไทยจะมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และการใช้สิทธิประโยชน์จากการทำข้อตกลง FTA กับประเทศต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทุกปี แต่มองว่าผู้ประกอบการไทย ยังสามารถใช้สิทธิได้มากกว่านี้อีก โดยจากข้อมูลล่าสุดในปี 2568 พบว่า ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA มากสุด 5 อันดับแรก ดังนี้ อันดับ 1 AFTA (อาเซียน) มูลค่า 33,156 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 72.45% อันดับ 2 ACFTA (อาเซียน-จีน) มูลค่า 25,131 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 96.11% อันดับ 3 AIFTA (อาเซียน-อินเดีย) 9,855 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 72.93% อันดับ 4 JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) 6,859 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 83.62% และ อันดับ 5 TAFTA (ไทย-ออสเตรเลีย) 5,613 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 56.42%

  • มอง Q2 เป็นจุดต่ำสุดของศก.ไทยปีนี้ แนวโน้มเงินบาทยังอ่อนค่า

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย และเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปีนี้ คือ การอยู่กับความไม่แน่นอน เป็นวิกฤติบนความไม่ชัดเจน ซึ่งหากเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 นั้น ประเทศไทยเผชิญแค่ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันสงครามตะวันออกกลาง ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งวิกฤติราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ supply นำมาซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ทั้งนี้ ประเทศที่มีความเปราะบางดังเช่นประเทศไทย จะได้รับผลกระทบมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จากตะวันออกกลางมากถึง 70% จึงทำให้ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

นายทิม ยังกล่าวถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า หากให้แยกประเมินเป็นรายไตรมาสนั้น จะเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะดี เพราะนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมา แต่พอเข้าเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นปลายไตรมาสก็เริ่มเจอกับปัญหาจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนไตรมาส 2 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องระมัดระวัง เพราะคาดว่าในเดือน เม.ย.นี้ จะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น จากราคาน้ำมันแพงที่ส่งต่อไปที่การปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และผลกระทบที่ตามมา คือทำให้การจับจ่ายใช้สอยในประเทศชะลอตัว โดยมองว่าช่วงไตรมาสที่ 2 น่าจะเป็นช่วงต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะเดียวกัน ต้องจับตาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของต่างชาติ ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดสถานะเครดิตของประเทศไทยหรือไม่

ส่วนไตรมาสที่ 3 จะเป็นไตรมาสสำคัญ เพราะเชื่อว่าไตรมาสนี้จะได้เห็นความชัดเจนแล้วว่า สงครามตะวันออกกลางยุติลงหรือไม่ ซึ่งจะทำให้พอประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกในอนาคตได้ว่าจะยังพุ่งสูงต่อเนื่อง หรือเริ่มปรับลดลง ขณะที่ไตรมาส 4 เป็นช่วยไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว เชื่อว่าเศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น นายทิม มองว่าในช่วงไตรมาส 2 นี้ จะยังคงเห็นทิศทางเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วง 32.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งโดยปกติแล้วในช่วงไตรมาสนี้มักจะเป็นการส่งกลับกำไรและปันผลของบริษัทต่างชาติในไทย ในขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้น จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1.00% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และยังไม่เห็นการส่งผ่านของธนาคารพาณิชย์ในการลดดอกเบี้ยเท่าที่ควร

"เมื่อมองไปข้างหน้า สถานการณ์สงครามที่ไม่ได้แค่กระทบกับราคาน้ำมัน ยังกระทบเงินเฟ้อ แต่กระทบกับเศรษฐกิจจริง ที่การใช้จ่ายที่ลดลง เกิด Supply Disrupt เป็นโจทย์ยากของแบงก์ชาติว่าจะลดดอกเบี้ยต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือจะคงดอกเบี้ยไว้ หรือจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ ซึ่งจะต้องมีการชั่งน้ำหนักให้ดี" นายทิม กล่าว

พร้อมมองว่า โอกาสที่เป็นไปได้มากสุด คือ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม หรือไม่ก็ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ