YLG มองทองคำยังขาขึ้น แม้ระยะสั้นพักฐาน คงเป้า 90,000 บาทภายใน Q4/69

ข่าวเศรษฐกิจ Friday April 10, 2026 15:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

YLG มองทองคำยังขาขึ้น แม้ระยะสั้นพักฐาน คงเป้า 90,000 บาทภายใน Q4/69

YLG มั่นใจทองคำระยะยาวเป็นขาขึ้น คงเป้าหมาย 5,824 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ หรือ 90,000 บาท/บาททองคำ ภายในไตรมาสที่ 4/69 ชี้แม้ระยะสั้นอาจพักฐานสะสมกำลังอีก 1 ครั้ง ซึ่งจะเป็นจังหวะในการเข้าซื้อเก็งกำไร จากจังหวะที่นักลงทุนโยกเงินสลับกับทำกำไรจากราคาน้ำมัน พบแม้ราคาปัจจุบันทรงตัวระดับสูงแต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อสะสม นำโดยธนาคารกลางจีนซื้อต่อเนื่อง 17 เดือน ขณะที่ประเทศหน้าใหม่เริ่มเข้าซื้อครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนความมั่นใจต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยต่อให้แพงแค่ไหนก็ยังซื้อต่อเนื่อง

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวลักษณะแกว่งตัว เพื่อรอสัญญาณชัดเจนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าก่อนนี้จะประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์แต่ก็ไม่สามารถปฏิตามข้อตกลงได้ จึงทำให้ทองคำที่บวกรับข่าวดังกล่าวในตอนแรกต้องชะลอการปรับขึ้นอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ นับตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. 69 ซึ่งแม้โดยปกติทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่มักจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง แต่ในครั้งนี้ราคาทองคำกลับตอบรับเชิงบวกต่อ "ข่าวการเจรจา" เนื่องจากตลาดประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เคยพุ่งสูงเริ่มคลี่คลาย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงประมาณ 0.3% ทันทีหลังการประกาศข่าว ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์มีความน่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยนักลงทุนบางส่วนได้โยกย้ายเม็ดเงินเข้าสู่ทองคำมากขึ้น เพื่อเก็งกำไรในรอบใหม่ (Buy the Dip) หลังจากที่ราคาทองคำพักตัวลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า

ทั้งนี้ ในระยะที่มีความขัดแย้งทองคำจะเคลื่อนไหวแกว่งตัวเนื่องจากนักลงทุนสลับทำกำไรกับสินทรัพย์อื่น แต่ระยะยาวยังมั่นใจว่าทองคำเป็นขาขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังมีความไม่เชื่อมั่นต่อเสถียรภาพนโยบายของสหรัฐ จึงคาดการณ์ว่าในปี 69 นี้ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายระดับ 5,824 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 90,000 บาท/บาททองคำ ภายในไตรมาสที่ 4/69 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (Real Yield) ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะช่วงการบริหารภายใต้ "โดนัลด์ ทรัมป์"

โดยอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้มองว่าทองคำยังเป็นขาขึ้น คือธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเป็นเงินทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่ง J.P. Morgan และ Goldman Sachs ระบุว่าในปีนี้ความต้องการทองคำจากภาครัฐยังคงสูงเฉลี่ยถึง 190 ตัน/ไตรมาส เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ในระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแรงพยุงราคาไม่ให้ร่วงลงไปลึกแม้ในยามที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น

ทั้งนี้ YLG จัดอันดับข้อมูลประเทศที่เข้าซื้อทองคำมากที่สุดในไตรมาส 1/69 (ข้อมูลอัปเดตถึงสิ้นเดือนก.พ./ ต้นเดือนมี.ค.) ดังนี้

1. จีน รักษาความเป็นผู้นำการสะสมทองคำต่อเนื่อง โดยเดินหน้าซื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน แม้ตัวเลขรายเดือนจะดูไม่เยอะ (ประมาณ 1-2 ตันต่อเดือน) แต่เป็นการซื้อแบบสะสมต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วนทองคำในเงินทุนสำรองให้ถึงเป้าหมาย 10% การสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 แม้ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 4,800 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ แล้วก็ตาม สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างที่หลายประเทศยังคงให้น้ำหนักกับทองคำในฐานะ "ทองคำคือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าดอลลาร์" ในระยะยาว

2. อุซเบกิสถาน เป็นประเทศที่เข้าซื้อสูงสุดในช่วงต้นปี เพื่อสำรองมูลค่าสินทรัพย์ในประเทศ ในปริมาณประมาณ 9 ตัน (เฉพาะในเดือนมกราคม)

3. โปแลนด์ เข้าซื้อสะสมอย่างหนักต่อเนื่องมาจากปี 68 ที่ซื้อไปกว่า 80 ตัน โดยในปี 69 โปแลนด์ประกาศชัดเจนว่าจะเพิ่มสัดส่วนทองคำในสำรองเลี้ยงชีพสู่ระดับ 20-25% เพื่อเสริมเสถียรภาพความมั่นคงทางทหารและเศรษฐกิจ

4. อินเดีย เป็นกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่ (Emerging Buyers) กลับมาเข้าซื้อแบบเป็นระยะ (Episodic Additions) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ

5. มาเลเซีย เข้าซื้อในปริมาณประมาณ 3 ตัน เป็นการเพิ่มทองคำครั้งแรกตั้งแต่ปี 61

6. อินโดนีเซีย, เช็กเกีย และเซอร์เบีย เริ่มทยอยเข้าซื้อในลักษณะประปราย เฉลี่ยราวประเทศละ 1-2 ตัน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ