คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังไม่เข้าครม.พรุ่งนี้ รอสรุปแหล่งเงิน "เอกนิติ" จ่อคุย "ปกรณ์" ปม พ.ร.ก.กู้เงิน

ข่าวเศรษฐกิจ Monday April 20, 2026 21:41 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังไม่เข้าครม.พรุ่งนี้ รอสรุปแหล่งเงิน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.) กระทรวงการคลัง จะยังไม่เสนอให้พิจารณา "โครงการคนละครึ่ง พลัส" เฟส 2 เนื่องจากยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการ แต่คาดว่าจะเร่งสรุปเพื่อนำเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในเร็ว ๆ นี้

สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤติการณ์ที่ซ้ำซ้อนนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ จะหารือร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ถึงประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นว่าจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวหรือไม่ โดยต้องมีการพิจารณาในเรื่องข้อกฎหมายเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เนื่องจากหากพิจารณาจากตัวเลขหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP จะเห็นว่ายังพอมีพื้นที่ทางการคลังเหลืออีก 4% จากเพดานที่ 70% ของ GDP ซึ่งทุก 1% ของ GDP จะคิดเป็นวงเงินราว 2 แสนล้านบาท ดังนั้นพื้นที่ทางการคลัง 4% ที่เหลืออยู่ดังกล่าว จึงคิดเป็นวงเงิน 8 แสนล้านบาท หากรัฐบาลต้องการกู้เงินในวงเงินที่ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินก็ได้ ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปตัวเลขที่ชัดเจน เพื่อหารือกันอีกครั้ง

"เรายังมี room เหลืออีก 4% คิดเป็นวงเงินราว 8 แสนล้านบาท ดังนั้น ก็ต้องมาหารือกันว่าเราจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพื่อกู้เงินหรือไม่ เพราะหากกู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาท ก็อาจจะยังไม่จำเป็น แต่หากจะทำ ก็ต้องมาคุยต่อว่าจะกู้เท่าไร จะ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ รวมถึงเรื่องออก พ.ร.ก.กู้เงินด้วย ที่ต้องมาดูว่าจำเป็นต้องดำเนินการหรือไม่" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุ

ส่วนเรื่องเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทยในวันนี้ เมื่อเทียบกับหลายประเทศยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่น่ากังวล โดยยุโรป มีหนี้สาธารณะอยู่ที่กว่า 100% ของ GDP และหากจะเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยก็ไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่น

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการหารือกับ 3 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในโอกาสที่เดินทางไปร่วมประชุมกับธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่สหรัฐอเมริกาว่า ทั้งหมดต่างเห็นสอดคล้องกัน โดยไม่ได้ติดว่าประเทศไทยจะมีการกู้เงิน หรือไม่กู้เงิน แต่สิ่งที่หน่วยงานทั้งหมดให้ความสำคัญ คือ เมื่อมีการกู้เงินแล้วนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดมากกว่า ดังนั้นจึงต้องมาหารือกันอย่างละเอียดถึงความจำเป็นในส่วนนี้อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้มอบนโยบายสำคัญในการใช้จ่ายงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น งบศึกษาดูงาน งบก่อสร้างตึกใหม่ที่ไม่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านี้มาดูแลประโยชน์ให้ประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นสิ่งแรก ซึ่งได้ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเร่งสรุปตัวเลขมาว่าจะสามารถตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นได้เท่าไร เพื่อจะโอนมาใส่ไว้ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ

"เข้าใจว่าเรื่องนี้ ในมุมกฎหมายอาจจะต้องเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ในมิติของความจำเป็น เรื่องนี้จะต้องดู 2 เรื่องควบคู่กัน ทั้งความจำเป็นเรื่องกฎหมาย และความจำเป็นในการใช้เงิน วันนี้ต้องสรุปให้ชัดก่อน ต้องดูความสมดุลในทุกมิติ ซึ่งมองว่าการกู้ หรือไม่กู้ ไม่สำคัญเท่ากับการกู้แล้วเอาเงินไปทำอะไร...ถ้ากู้เอามาช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่พึ่งพา เช่น น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เรื่องนี้ได้รับการยอมรับจาก IMF และเวิลด์แบงก์" นายเอกนิติ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ