นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำราคาแนะนำปุ๋ย ว่า ที่ประชุมมีมติให้ประกาศราคาแนะนำการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในแต่ละจังหวัด โดยคำนวณราคาจากหน้าโรงงานไปถึง ณ อำเภอเมืองของจังหวัดต่าง ๆ ที่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าขนส่ง และค่ายกกระสอบ เพื่อให้ร้านค้าแต่ละแห่งได้ทราบถึงราคาจำหน่ายที่เหมาะสม
โดยคาดว่าจะเริ่มประกาศราคาแนะนำได้ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th และแจ้งถึงคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ด้วย โดยจะเน้นสูตรยอดนิยม เช่น สูตร 16-0-0, สูตร 21-0-0, สูตร 0-0-60, สูตร 15-15-15, สูตร 16-20-0 และ สูตร 16-8-8 เป็นต้น
อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า การกำหนดราคาแนะนำดังกล่าว เพื่อให้ทั้งร้านค้า และเกษตรกร ทราบราคาขายที่ควรจะเป็นในแต่ละพื้นที่ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ หรือการค้ากำไรเกินควร เพราะที่ผ่านมา มีปัญหาระหว่างราคาจากหน้าโรงงานไปถึงร้านค้าปลีก ที่ปรับสูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่โรงงานแจ้งว่ายังไม่ได้ปรับราคา ซึ่งจากการตรวจสอบร้านค้าปุ๋ย 1,135 แห่ง ตามที่ประชาชนร้องเรียน พบมีการกระทำผิด 51 ราย โดยปรับขึ้นราคาตั้งแต่ 300-500 บาท/กระสอบ และได้ดำเนินคดีแล้ว 6 แห่ง ที่เหลือกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาผิดต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการจัดโครงการธงเขียวพลัส ช่วยลดราคาปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกร และการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยทางเลือก ลดใช้ปุ๋ยยูเรียที่ขณะนี้ราคาปรับเพิ่มขึ้นมาก จากตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับปริมาณสต็อกปุ๋ยเคมีของไทย ณ วันที่ 15 เม.ย. 69 ที่รวบรวมจากผู้ผลิต 48 บริษัท จากทั้งหมด 54 บริษัท มีจำนวน 920,000 ตัน อยู่ทั้งกับผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย และระหว่างการนำเข้า โดยฤดูกาลเพาะปลูกจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.69 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ผลิตจัดหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทนจากแหล่งอื่นนอกจากตะวันออกกลางแล้ว ทั้งมาเลเซีย, บรูไน และอินโดนีเซีย
ด้านสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ให้ข้อมูลว่า การนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลาง ยังอยู่ระหว่างการขนส่ง 250,000 ตัน แต่ได้เปลี่ยนแหล่งนำเข้าอื่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย โดยผู้นำเข้าไทยไม่กล้านำเข้าปุ๋ยยูเรีย เพราะมีราคาสูงมาก โดยราคาปรับขึ้นไปเกือบ 100% จากตันละ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไปถึงตันละ 959 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งกังวลว่าถ้านำเข้ามาแล้ว และมาขายในประเทศ เกษตรกรจะซื้อไม่ไหว เนื่องจากราคาตกตันละกว่า 30,000 บาท อีกทั้งหากนำเข้าในราคาสูงมากแล้ว หลังการสู้รบในตะวันออกกลางยุติ ราคาปุ๋ยปรับลดลง ผู้นำเข้าก็จะประสบปัญหาขาดทุนได้
"ปริมาณปุ๋ยในประเทศที่ 920,000 ตัน หากเป็นในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ที่จะเริ่มเดือนพ.ค.-ส.ค.ของทุกปี จะมีการใช้ปุ๋ยทุกสูตรมากถึง 400,000-500,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะเพียงพอใช้ได้แค่ 2 เดือน แต่ไม่ต้องกังวล ผู้นำเข้าทยอยนำเข้าอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว" ตัวแทนสมาคมการค้าปุ๋ยฯ ระบุ
ส่วนการขอปรับขึ้นราคาขายปุ๋ยล็อตใหม่ ผู้ประกอบการยังไม่ได้ยื่นเรื่องต่อกรมการค้าภายใน แม้ต้นทุนจะปรับสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงเพดานที่เคยได้รับอนุมัติไว้ ถ้าต้นทุนเพิ่มเกินเพดาน ก็จะพิจารณาเรื่องการเสนอขอปรับราคาอย่างแน่นอน